กาชาด ชวนคนไทยร่วมบริจาคเลือดสำรอง ช่วงเทศกาลสงกรานต์

สภากาชาด

สภากาชาดไทย ชวนคนไทยร่วมบริจาคโลหิต ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เผย รพ.ต้องการใช้เลือดเพิ่มเท่าตัว เนื่องจากมีการเดินทางจำนวนมาก-เสี่ยงอุบัติเหตุ …

วันที่ 11 เม.ย.59 พญ.อุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงที่มีความต้องการใช้โลหิตมากกว่าช่วงปกติถึงเท่าตัว เนื่องจากมีการเดินทางจำนวนมาก ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ป่วยโรคอื่นที่ต้องใช้โลหิตในการรักษาอีกจำนวนมาก ซึ่งศูนย์บริการโลหิตฯ จำเป็นต้องรับบริจาคเลือดให้ได้วันละ 2,000 ยูนิต และต้องสำรองเลือดในคลังอีก 3,000 ยูนิต จึงขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันบริจาคโลหิตในโครงการ “แล้งนี้ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย.นี้ ที่ศูนย์บริการโลหิตฯ ถนนอังรีดูนังต์ โดยวันที่ 11 เม.ย. เวลา 08.00-16.30 น. วันที่ 12 เม.ย. เวลา 07.30-19.30 น. และวันที่ 13 -17 เม.ย. เวลา 08.30-15.30 น.ทั้งนี้ ผู้บริจาคโลหิตในโครงการฯ จะได้รับเสื้อยืด “Give Blood for MOM” เป็นที่ระลึกด้วย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตฯ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2256-4300, 0-2263-9600-99 ต่อ 1101

ที่มา>>>Thairath

ยิงถล่มรถ อดีต ปธ.สมาคมยูนาน พรุน! รอดปาฏิหาริย์

คนร้ายขับปิกอัพปาดหน้า จอดรถขวาง ก่อนยิงถล่มรถ อดีตประธานสมาคมยูนานอ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย ขณะขับออกจากบ้าน กระสุนทะลุกระจกหน้าออกกระจกหลัง เจ้าตัวรอดปาฏิหาริย์…

เมื่อเวลา 19.20 น. วันที่ 10 เม.ย.59 พ.ต.ต.วีรพล สำราญใจ สว.สอบสวน สภ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกัน ที่หมู่บ้านเพชรยนต์ 2 หมู่ 2 ต.แม่สาย จ.เชียงราย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมด้วยชุดสืบสวนรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งเชฟโรเลตสีดำ ทะเบียน กพ 3102 เชียงราย จอดอยู่ริมถนนหน้าปากซอยเข้าหมู่บ้าน มีนายนิกรณ์ มาสกุล อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 111 หมู่ 8 ต.แม่สาย อดีตประธานสมาคมยูนาน ยืนคอยเจ้าหน้าที่อยู่ข้างรถ ด้วยท่าทีตกใจจากการตรวจสอบพบที่กระจกหน้ารถ พบรอยถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดจำนวน 5 นัด กระสุนปืนทะลุกระจกหลัง และที่หลังคารถ 2 นัด บริเวณที่เกิดเหตุไม่พบปลอกกระสุนตก แต่ห่างไปประมาณ 100 เมตร พบรอยกระสุนจำนวน 1 รอย ที่รั้วบ้านของชาวบ้าน

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนิกรณ์ ให้การว่า ได้ขับรถยนต์ออกมาจากบ้านมาตามลำพังเพียงคนเดียว เมื่อพ้นปากซอยหมู่บ้าน ได้มีรถปิกอัพแบบแคปสีเทา ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ขับเข้าจอดขวางหน้า จากนั้นคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาด เปิดฉากยิงรัวใส่หน้ารถ กระสุนเข้าที่กระจกด้านหน้าตรงคนขับ ทะลุกระจกหลัง 5 นัด และหลังคารถอีก 2 นัด ส่วนนายนิกรณ์ ได้ก้มหัวหลบทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ หลังยิงเสร็จคนร้ายได้ขับรถยนต์หลบหนีหายไป เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากนายนิกรณ์ระบุว่า ไม่เคยมีเรื่องโกรธแค้นกับใคร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้เรียกมาทำการสอบปากคำอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

สิบล้อแหกโค้ง 100 ศพ สังขละบุรี เจ็บ 3 ราย คาดไม่ชินทาง

รถบรรทุกสิบล้อ แหกโค้งเนินยาว หรือโค้งที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า โค้ง 100 ศพอ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พลิกคว่ำ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย เสาไฟฟ้าหัก 1 ต้น คาดคนขับไม่ชินทาง …

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 10 เม.ย. 59 พ.ต.ท.บุรี ภุมรินทร์ ร้อยเวร สภ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งว่ามีรถบรรทุกสิบล้อแหกโค้งเนินยาว หรือโค้งที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า โค้ง 100 ศพ มีผู้บาดเจ็บหลายราย หลักกิโลเมตรที่ 65-66 ถนน ทองผาภูมิ-สังขละบุรี พื้นที่หมู่ 1 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกสิบล้อ ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 82-1604 กำแพงเพชร จอดอยู่ข้างทางสภาพพลิกคว่ำล้อชี้ฟ้า ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนรอคันรถ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ชาย 1 หญิง 2 รายร้องขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังพบเสาไฟฟ้าหัก 1 ต้น ทำให้ไฟฟ้าทั้งอำเภอสังขละบุรี ดับประมาณ 1 ชั่วโมง ปิดการจราจรชั่วคราว รถติดประมาณ 4 กิโลเมตร

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวมี นายวิษณุ จัมมา อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 116 หมู่ 2 ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นผู้ขับ และได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลหน้าอก แผลขาขวา โดยมีนางสาวเปรมฤมาศ ดอกสวน อายุ 23 ปี บ้านเลขที่ 116 หมู่ 2 ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง บาดเจ็บที่สะโพก แผลแขนด้านซ้าย และ นางประนอม แจ่มใส อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 18 หมู่ 2 ต.เกาะสำโรง อ.เมืองกาญจนบุรี นั่งรถคันดังกล่าวมาด้วยจากการสอบสวน ทราบว่า รถบรรทุกคันดังกล่าว ขับมาถึงที่เกิดเหตุ เป็นทางลงเขาโค้งลาดชัน และมีระยะทางทอดยาวกว่า 3 กิโลเมตร เปลี่ยนเกียร์รถไม่ทัน และได้เหยียบเบรกมาตลอดทางจนเบรกไหม้ ไม่สามารถบังคับรถไว้ได้ ตกลงเขาวิ่งชนแท่นแบริเออร์ปูนขอบทางและชนเสาไฟฟ้าข้างทางจนรถเสียหลักหลุดลงข้างทางพลิกคว่ำ ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากคนขับไม่ชินกับเส้นทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายดำเนินคดีต่อไป.

(ภาพจาก:สมชายการค้าสังขละบุรี)

ที่มา>>>Thairath

รองผู้การฯ โคราช แนะเส้นทางเลี่ยง หนีรถติด ถ.มิตรภาพ

รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา แนะใช้เส้นทางเลี่ยงการจราจรติดขัดบนถนนมิตรภาพหลังประชาชนแห่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปเที่ยวสงกรานต์

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.59 พ.ต.อ.บุญเลิศ ว่องวัจนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา รับผิดชอบงานจราจร ได้แนะนำเส้นทางเลี่ยงการจราจรติดขัดบนถนนมิตรภาพในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ โดยได้แนะนำ 5 เส้นทางเลี่ยงถนนมิตรภาพมุ่งสู่จังหวัดทางภาคอีสานดังนี้ เส้นทางเลี่ยงการจราจรถนนมิตรภาพสู่ภาคอีสานตอนบน 4 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางเลี่ยงที่ 1 ใช้เส้นทางสาย 21 ผ่านจังหวัดสระบุรี – ม่วงค่อม – ลำสนธิ – บำเหน็จณรงค์ – ชัยภูมิ

แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ว่า-ผู้การตำรวจโคราช ตรวจจุดบริการประชาชน ที่บ้านคอกวัวถนนมิตรภาพบายพาสมุ่งหน้าไป จ.ขอนแก่นส่วนเส้นทางเลี่ยงที่ 2 ใช้เส้นทางสาย 21 ผ่านจังหวัดสระบุรี – ม่วงค่อม – ท่าหลวง – ด่านขุนทด – หนองบัวโคก – ชัยภูมิ , เส้นทางเลี่ยงที่ 3 ใช้เส้นทางถนนมิตรภาพจากจังหวัดสระบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าแก่งคอย – วังม่วง – ด่านขุนทด – ชัยภูมิ และ เส้นทางเลี่ยงที่ 4 ใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ ผ่านจังหวัดสระบุรี – ปากช่อง – สีคิ้ว – ด่านขุนทด – พระทองคำ – โคกสี – แวงน้อย – อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่นสำหรับเส้นทางเลี่ยงการจราจรถนนมิตรภาพสู่ภาคอีสานล่าง ใช้เส้นทางอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี – บ้านนา – นครนายก – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – ตาพระยา – ปะคำ – นางรอง – มุ่งสู่จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ที่จะเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ ควรศึกษาเส้นทางการเดินทางอย่างละเอียด โดยเฉพาะเส้นทางเลี่ยงถนนสายหลัก และปริมาณรถสะสมบนถนนมิตรภาพก่อนที่จะออกเดินทาง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาในการเดินทาง

ที่มา>>>Thairath

เชิญร่วมชมประติมากรรมเหล็กกล้าฝีมือศิลปินไทย ก่อนผลงานลัดฟ้าสู่นิวยอร์ก

ผลงานประติมากรรมที่มีรากฐานมาจากโขนและวรรณคดีไทยโบราณ แต่ใช้เทคนิคสมัยใหม่ในการใช้โลหะ บิด ดัด เชื่อมต่อ จนมีรูปร่างอ่อนช้อยตามใจนึก เป็นเทคนิคที่คิดค้นขึ้นโดยศิลปินที่ชื่อ บรรเจิด เหล็กคง ศิลปินชาวไทยที่ผลิตผลงานคุณภาพไว้มากมาย และล่าสุดที่ผลงานของเขากำลังจะถูกนำไปจัดแสดงไกลถึงใจกลางมหานครนิวยอร์ก

ศิลปะการใช้เหล็กของ คุณบรรเจิด เหล็กคง เกิดจากการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการประยุกต์นำเอาเศษโลหะอย่างเช่น ชิ้นนอต สกรู เหล็ก เฟือง และลูกปืน นำมาสร้างคุณค่าและความหมายใหม่ ให้เป็นมากกว่าแค่งานประติมากรรมเหล็กธรรมดา แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นไทย ซึ่งนอกจากจะมีความสวยงามในสายตาคนทั่วไปแล้วยังมีคุณค่าทางศิลปะอีกด้วยความยากในงานประติมากรรมจากเหล็ก คือการนำเหล็กที่แข็งแกร่งมาทำให้อ่อนช้อย และการควบคุมองค์ประกอบทั้งหลายภายใต้การใช้สีของโลหะเพียงสีเดียว ศิลปินจึงใช้วิธีการขับเน้นสีหน้า ท่าทาง และบุคลิกในการสื่ออารมณ์ โดยผ่านการสเกตช์นับครั้งไม่ถ้วน จนมีสีหน้าท่าทางที่สามารถมองออกตั้งแต่แรกเห็น เช่น ผลงานชิ้นที่ชื่อว่า หนุมาน หาวเป็นดาวเป็นเดือน ที่แสดงถึงความมีอิทธิฤทธิ์มากมายของหนุมาน ผลงานชิ้นนี้นำเสนอออกมาได้อย่างเหนือชั้น โดยตัวศิลปินใช้วิธีร้อยดวงดาวแต่ละดวงไว้ด้วยเส้นเหล็กโค้งมน จนมีความสวยงามน่ามอง ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพเหล่านี้ จึงทำให้คุณบรรเจิด เหล็กคง เป็นที่สนใจในแวดวงศิลปะต่างชาติ และถูกเชิญไปจัดแสดงผลงานที่ Agora Gallery หนึ่งใน
แกลเลอรี่ศิลปะร่วมสมัยที่ดีที่สุดในนิวยอร์กในโอกาสนี้ สิงห์ปาร์คเชียงราย จึงเปิดโอกาสให้ผู้คนที่สนใจมาร่วมเป็นสักขีพยานให้กับความสำเร็จของศิลปินไทยที่มีผลงานมาตรฐานระดับโลก โดยจัดงานแสดงผลงานของคุณบรรเจิด เหล็กคง ทั้ง 15 ชิ้น 
ให้คนไทยได้ชมก่อนผลงานเหล่านี้ลัดฟ้าสู่นิวยอร์ก ในวันที่ 11-12 เมษายน 2559 ที่ ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 สยามพารากอน ภายในงานคุณสามารถเดินชมผลงานที่น่าทึ่ง และถ่ายรูปคู่กับผลงานได้อย่างใกล้ชิด ที่สำคัญโอกาสพิเศษอย่างนี้จัดขึ้นเพียงสองวันเท่านั้น หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบศิลปะดีๆ จากฝีมือคนไทย ห้ามพลาดเด็ดขาด!

ที่มา>>>Thairath

โจ๋เมืองนนท์ ดวลปืนวัยรุ่นปทุมฯ หน้าผับ เหตุไม่พอใจมองหน้า

ตำรวจเมืองนนท์ ปิดถนนสกัดจับวัยรุ่น หลังรับแจ้งเหตุยิงกันหน้าร้านอาหารกึ่งผับ รวบตัวได้ 3 คน เผย ถูกดักทำร้ายเหตุมองหน้า ก่อนคว้าปืนดวลกัน

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 8 เม.ย.59 ร.ต.ท.สัญญา โพธารส รอง สว.สส.สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งมีกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันบริเวณหน้าร้านอาหารกึ่งผับ ย่านถนนนครอินทร์ หมู่ 9 ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมกำลังตำรวจสายตรวจ ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสามารถควบคุมตัว นายอ้น (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ลูกจ้างร้านทำเบาะ ชาว อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ขณะพยายามจะหลบหนีพร้อมปืนปากกา ส่วนคู่กรณีขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี เจ้าหน้าที่วิทยุสกัดจับกุมได้บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันย่าน ถนนนนทบุรี 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี พร้อมของกลางปืนไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก มีด 1 เล่ม ทราบชื่อ นายหนุ่ย (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ชาว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายก้อง (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ชาว อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ทั้ง 2 คน เป็นนักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ขณะเข้าจับกุมทิ้งอาวุธปืนไปฝั่งตรงข้ามถนน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นจึงตรวจยึดไว้ได้

สอบสวน นายอ้น กล่าวว่า พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน มาเที่ยวที่ร้านดังกล่าว มีกลุ่มวัยรุ่นนั่งโต๊ะตรงข้ามมองหน้าหาเรื่อง และขณะที่ออกจากร้านเห็นกลุ่มดังกล่าวยืนดักรออยู่ ก่อนจะชักปืนยิงใส่กลุ่มนายอ้น 1 นัด จึงวิ่งไปหยิบปืนที่ซุกซ่อนไว้ในพุ่มต้นไม้ริมทางข้างร้านดังกล่าวยิงตอบโต้ไป 1 นัด จากนั้นพยายามวิ่งหลบหนีจนถูกเจ้าหน้าที่จับได้

ทางด้าน พ.ต.ท.อดิศร ศรีสุจินต์ รรท.รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนนทบุรี กล่าวว่า ขณะกำลังจะปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกัน หลบหนีมุ่งหน้ามาทางปั๊มน้ำมันที่กำลังปล่อยแถว จึงนำกำลังปิดถนนทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อสกัดจับ นอกจากนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การว่าซื้อปืนมาจากรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว ในราคากระบอกละ 1,000-2,000 บาท.

ที่มา>>>Thairath

ตชด.เชียงราย รวบแก๊งยา ยึดไอซ์ลอตใหญ่ 17 โล เฮโรอีนอีก 700 ก.

ตชด.327 จ.เชียงราย ส่งสายล่อซื้อยาเสพติด รวบชาย 1 หญิง 1 พร้อมของกลางไอซ์ 17 กก. เฮโรอีน 2 แท่ง หนัก 700 กรัม ลักลอบขนมาจากชายแดนตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง รอยต่อ อ.แม่สาย…

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 6 เม.ย. 59 พ.ต.ท.ผดุงเกียรติ ปัณฑรนนทกะ หัวหน้าศูนย์อำนวยการปราบปรามยาเสพติด ตชด.ภาค 3 ควบคุมตัวนายชาติชาย ใจแปง อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 6 ต.โป่งงาม อ.แม่สาย และนางหมีชู อายิ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 14 ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง มายังค่ายร้อยตำรวจตระเวนชายแดน 327 อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมยาไอซ์ 17 กก. และเฮโรอีน 2 แท่ง น้ำหนัก 700 กรัม ทำการสอบสวนเบื้องต้นและบันทึกการจับกุม

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 6 เม.ย.59 ได้สืบทราบว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบขนยาเสพติดจากชายแดนตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง รอยต่อ อ.แม่สาย เข้ามาส่งให้เอเย่นต์บ่อยครั้ง จึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำการล่อซื้อ โดยมีเจ้าหน้าที่แอบซุ่มบริเวณรอบปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านสันกอง ต.ห้วยไร่ อ.แม่จัน จนกระทั่งนายชาติชาย ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีดำขาว ทะเบียน คกข 655-เชียงราย มีนางหมีชู นั่งซ้อนท้าย ถือถุงปุ๋ยใส่ยาไอซ์ 17 กิโลกรัม และเฮโรอีน 2 แท่ง น้ำหนัก 700 กรัม มาส่งของตามนัด จนทั้งสองถูกจับกุมในที่สุด

ก่อนนำตัวนายชาติชาย ไปตรวจค้นบ้านที่ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย ส่วนนางหมีชู ไปค้นบ้านที่ ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน ดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

น้องหมาถูกยิงคอทะลุอาการร่อแร่ แม่เฒ่าเมืองคอนแจ้งจับเพื่อนบ้าน

แม่เฒ่าเมืองคอน โร่แจ้งตำรวจ สุนัขถูกยิงที่โคนขาขวาหน้าทะลุลำคอด้านซ้าย อาการร่อแร่หายใจรวยริน อ้าง เพื่อนบ้านใกล้เคียงเป็นมือปืน หลังเคยก่อเหตุมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะ จนท. เตรียมเรียกเพื่อนบ้านต้องสงสัยสอบ

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 59 ร.ต.อ.หญิงนาลิน ปรีชาชาญ รอง สว.สส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งกลางดึกที่ผ่านมาว่ามีเหตุยิงสุนัขของ นางแนบ อินทเรือง อายุ 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ 1 ต.มะม่วงสองต้น อ.เมืองนครศรีธรรมราช จึงพร้อมด้วย ร.ต.ท.สุเทพ สังข์เส้ง หัวหน้าสายตรวจประจำตำบลมะม่วงสองต้น รุดไปตรวจสอบ บริเวณหน้าบ้านพบสุนัขพันธุ์ผสมสีขาว ชื่อน้องเดียว อายุ 6 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .22 เข้าที่โคนขาขวาหน้าทะลุลำคอด้านซ้าย เลือดไหลเปรอะเปื้อน บาดเจ็บสาหัส นอนหายใจรวยริน ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด โดยมีชาวบ้านพยายามที่จะช่วยยื้อชีวิตอย่างเต็มที่

นางแนบ กล่าวว่า น้องเดียว เป็นสุนัขเชื่อง ไม่ดุร้าย แสนรู้ ไม่เคยกัดใคร แต่มักจะส่งเสียงเห่าคนแปลกหน้า ก่อนเกิดเหตุ น้องเดียว และสุนัขที่เลี้ยงไว้อีก 3-4 ตัว พร้อมหลานๆ อายุ 8-12 ปี วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 50 เมตร กระทั่งเด็กๆ ชวนกันกลับเข้าบ้านก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของสุนัขที่พยายามวิ่งหนีกลับมาบ้านและล้มลง เมื่อตรวจดูพบว่าถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .22 และจะเอาเรื่องเพื่อนบ้านรายนี้จนถึงที่สุด

ด้าน นายธำรงค์ อินทเรือง อายุ 50 ปี บุตรชาย นางแนบ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เพื่อนบ้านคนดังกล่าวยังเคยใช้อาวุธปืนยาวขนาด .22 ยิง น้องเดียว บริเวณขาหลังด้านซ้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสมาแล้ว แต่ช่วยกันส่งรักษาจนรอดตายมาได้ ในครั้งนี้จึงสงสัยว่าเพื่อนบ้านคนเดิม อีกทั้งช่วงเกิดเหตุคลินิกรักษาสัตวก็ปิดหมดแล้ว โดยต้องรอถึงเช้าจึงจะนำไปส่งรักษา

ทั้งนี้ แม้จะไม่มีใครเห็นว่าคนที่ยิงสุนัขเป็นใคร แต่ในหมู่บ้านมีเพียงเพื่อนบ้านคนดังกล่าวที่ชอบเดินแบกปืนยาวขนาด .22 เดินไปมารอบๆ บริเวณบ้าน ซึ่งเด็กๆ ต่างยืนยันว่าได้ยินเสียงปืนดังมาจากบริเวณหน้าบ้านคนดังกล่าว ยืนยันว่าจะให้ตำรวจดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ กับเพื่อนบ้านรายนี้

ขณะที่ ร.ต.อ.หญิงนาลิน กล่าวว่า ในทางคดีแม้ผู้เสียหายและพยานจะระบุตัวมือปืนแน่ชัด แต่ถือว่ายังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้จะเชิญเจ้าของสุนัขและพยานมาสอบสวนปากคำเพิ่มเติม และออกหมายเรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาพบ เพื่อสอบสวนปากคำตามขั้นตอนของกฎหมาย หากมีพยานหลักฐานเพียงพอก็จะแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

DSI สอบฌาปนกิจฯ นสพ.ตร.พลเมืองส่อโกง 800 ล้าน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลนครอุบลราชธานี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ และ ผอ.ส่วนคดีอาญาพิเศษ 2 สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ได้นำคณะพนักงานสอบสวนลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำผู้เสียหายใน จ.อุบลราชธานี และ จังหวัดใกล้เคียง กรณีถูกหลอกลวงให้สมัครเป็นสมาชิกโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์และโครงการอื่นๆที่ผิดกฎหมายของหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมือง ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 138/2558 โดยมีผู้เสียหายที่สมัครเข้าร่วมเป็นผู้อำนวยการระดับจังหวัด และสมาชิกทั่วไปใน จ.อุบลราชธานี และใกล้เคียงเข้าให้ปากคำ รวมกว่า 40 ราย จากผู้เสียหายที่เข้าให้ปากคำก่อนหน้านี้กว่า 200 ราย

ผู้เสียหายที่เป็นผู้อำนวยการระดับจังหวัดรายหนึ่งเปิดเผยว่า ได้เสียค่าสมัครเข้าเป็นสมาชิก 21,000 บาท จึงมีสิทธิหาสมาชิกเข้าร่วมอีก และเสียค่าสมัครคนละ 1,500 บาท โดยจะได้เงินค่าหาสมาชิกรายละ 300 บาท ผู้ที่เป็นสมาชิกหลังเข้าร่วมต้องจ่ายเงินสมทบรายเดือน เดือนละ 300 บาท เมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าฌาปนกิจรายละ 1,000,000 บาท ใน จ.อุบลราชธานี มีประชาชนถูกหลอกลวงให้เข้าร่วมโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ รวมถึงโครงการออมทรัพย์อื่นๆจำนวนกว่า 3,000 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 10 ล้านบาทนายปิยะศิริกล่าวว่า จากการสอบสวนสมาชิกที่ถูกหลอกและให้ปากคำกับดีเอสไอทั่วประเทศกว่า 600 ปาก พบว่าเมื่อมีการเสียชีวิตจะไม่ได้รับเงินตามที่มีการโฆษณาไว้ สมาชิกแต่ละรายได้รับเงินจริงเพียงคนละไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้บริหาร นสพ.ตำรวจพลเมืองได้ระดมเงินจากสมาชิกไปแล้วไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท จึงเข้าข่ายฐานความผิด ทำการระดมเงินอันเป็นการผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2547 ซึ่งห้ามมิให้ชักชวน หรือชี้ชวนให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องภายในเดือน พ.ค.นี้

นายปิยะศิริกล่าวอีกว่า หลังช่วงสงกรานต์เป็นต้นไป ดีเอสไอเตรียมดำเนินการอายัดบัญชีเงินฝาก รวมทั้งทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากที่ได้เคยอายัดไว้แล้วก่อนหน้านี้ เพราะหลังจากการติดตามเส้นทางทางการเงินพบว่ามีการโอนย้ายถ่ายเทตามสถาบันการเงินหลายแห่ง มูลค่ารวมกัน นับร้อยล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อยึดคืนมาจ่ายชดใช้ให้กับประชาชนที่ถูกหลอกลวง จึงขอให้ประชาชนที่หลงเชื่อหยุดจ่ายเงินสมทบให้กับโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์และโครงการอื่นๆของ นสพ.ตำรวจพลเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ส่วนประชาชนที่ต้องการเข้าร้องทุกข์ ติดต่อเข้าร่วมเป็นเจ้าทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตลอดเวลา

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

แม่ประนอม-ลูก กอดกันโฮ จบศึกนํ้าพริกเผา

‘ปนัดดา’กาวใจพาถก2ชม. เตรียมรับแม่กลับสู่เหย้า พร้อมยกหุ้น-คืนให้หมด

ยุติความขัดแย้งด้วยดี ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอมยอมรับคำขอโทษจาก “ศิริพร” ลูกสาวคนโต ที่หลั่งน้ำตาสวมกอดแม่ ยืนยันยังกตัญญูกตเวทีและรักแม่เหมือนเดิม หลังปิดห้องไกล่เกลี่ยต่อหน้าลูกหลานนานร่วม 2 ชั่วโมง โดยมี “ม.ล.ปนัดดา” เป็นกาวใจ เบื้องต้นลูกสาวยอมคืนหุ้นของแม่ประนอม แต่ยังไม่ขอแจงรายละเอียดทรัพย์สินอื่นและเตรียมรับแม่กลับไปอยู่บ้านตามเดิม

หลังจากศาลจังหวัดนครปฐม สั่งเลื่อนไต่สวนคดีที่นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งบริษัทพิบูลย์ชัยนํ้าพริกเผาไทยแม่ประนอม จัดถอนฟ้องคดีนางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโต ว่าปลอมเอกสารโอนที่ดินสินสมรสของแม่ 9 แปลง ที่ อ.นครไชยศรี จ.นครปฐม ไปเป็นของตัวเอง ไปอีก 2 เดือน เพื่อให้โอกาสแม่-ลูก ไกล่เกลี่ยยุติปัญหาความขัดแย้งอีกครั้ง โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคนกลางในการเจรจาที่วังวรดิศ ในวันที่ 5 เม.ย.นี้

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่วังวรดิศ เวลา 14.40 น. นางประนอม แดงสุภา พร้อมด้วย น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง เดินทางมาโดยรถโตโยต้า รุ่นวีออส ทะเบียน 3กน 4927 กรุงเทพมหานคร มารอการเจรจาที่ตึกใหญ่ ภายในวังวรดิศ โดยมีนายพิสิษฐ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความของนางประนอมเดินทางมาร่วมฟังการเจรจาด้วย ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมากมาเฝ้าสังเกตการณ์การพบระหว่างสองแม่-ลูกคนดัง

ต่อมาเวลา 16.05 น. นางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโตของนางประนอม พร้อมด้วยนางอุรชา พีชาสารานนท์ บุตรสาวคนโตของนางศิริพรได้เดินทางโดยรถยนต์ฮอนด้า รุ่นโอดิสซี่ ทะเบียน จอ 9595 กรุงเทพมหานคร เข้ามาภายในรั้ววังวรดิศ โดยติดฟิล์มดำและม่านเพื่อป้องกันไม่ได้สื่อมวลชนถ่ายรูป เข้าไปจอดหน้าตึกใหญ่ ซึ่งมีนางประนอม และนางศิริวัลย์แม่และน้องสาวรออยู่ด้านในตึก

จากนั้นไม่นาน รถของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้แล่นเข้ามาและไปจอดหน้าตึกใหญ่เช่นเดียวกัน โดยมีทีมงานที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทยอยเดินเข้าไปในตึกเพื่อเตรียมความเรียบร้อยในการพูดคุยปรับความเข้าใจระหว่างแม่ลูกในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพูดคุยระหว่าง 2 ฝ่ายได้เริ่มขึ้นในเวลา 16.30 น. ตามกำหนด โดยมีเพียง นางประนอม นางศิริพร บุตรสาวคนโต น.ส.ศิริวัลย์ บุตรสาวคนรอง นางอุรชา หลานสาวคนโตของนางประนอม ม.ล.ปนัดดา เป็นคนกลางรับฟังการเจรจา และฝ่ายเลขาของ ม.ล.ปนัดดา จดบันทึกข้อตกลงในเรื่องทรัพย์สิน โดยไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัว “แดงสุภา” และสื่อมวลชนร่วมรับฟัง แต่ให้สังเกตการณ์อยู่บริเวณด้านนอก

ต่อมาเวลา 18.30 น. หลังการพูดคุยเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง ในที่สุดนางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม พร้อมนางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโต น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง นางอุรชา พีชาสารานนท์ หลานสาวคนโต และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวยุติความขัดแย้งภายในครอบครัว

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนการแถลงข่าวนางศิริพรได้หลั่งน้ำตายกมือไหว้ขอโทษและสวมกอดนางประนอม ก่อนที่นางประนอมจะกล่าวว่า เรื่องความขัดแย้งยุติลงด้วยดี ยังไงพี่น้องก็รักกัน โดยแม่จะได้ทรัพย์สินคืนกลับมา และหลังจากนี้ลูกสาวคนโตจะรับตนกลับไปอยู่บ้าน ลูกๆจะช่วยกันดูแลแม่ต่อไป

“สามารถตกลงกันได้แล้ว ขอยุติในเรื่องต่างๆ และจะทำการถอนฟ้องคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้อยากให้สื่อมวลชนช่วยแก้ข่าว และยืนยันว่าน้ำพริกแม่ประนอมจะอยู่กับคนไทยชั่วลูกชั่วหลาน สำหรับในส่วนของหุ้นนั้นตนได้รับคืนหมดเรียบร้อยแล้ว ไม่ติดใจอะไรแล้ว รักลูกค่ะ และลูกก็รักเรา พี่น้องรักกันดีค่ะ” แม่ประนอมกล่าว

ส่วนนางศิริพรกล่าวว่า ตนยังกตัญญูกตเวที และรักแม่เหมือนเดิม แม่ขออะไรมา ตนก็พร้อมให้แม่หมด อย่างไรก็ตาม นางศิริพรหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร และรายละเอียดในข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน โดยตลอดเวลาที่ผู้สื่อข่าวซักถาม นางศิริพรแสดงสีหน้าถึงความวิตกกังวลและไม่สบายใจ ก่อนตอบคำถามเพียงสั้นๆ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้จะได้ข้อยุติหรือไม่ว่า “ค่ะ”

ขณะที่ น.ส.ศิริวัลย์ บุตรสาวคนรอง ก็กล่าวชี้แจงเพียงสั้นๆว่า ในข้อตกลงดังกล่าว ตนไม่ได้หุ้นจำนวน 350 หุ้นคืน

ม.ล.ปนัดดากล่าวในเวลาต่อมาว่า ดีใจที่สามารถเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ยุติ แม่ลูกปรับความเข้าใจกัน อยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างของสังคม ครอบครัวที่รักกัน

ด้านนายพิสิษฐ์ ทนายของนางประนอม กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าร่วมในการเจรจาดังกล่าว มีแต่บุคคลภายในครอบครัวแม่ประนอมเท่านั้น คาดว่าผลการเจรจาดังกล่าวไปในทิศทางที่ดี หากนางประ–นอมมีความประสงค์จะถอนฟ้องก็สามารถทำได้ภายใน 1 วัน โดยไปยื่นคำร้องต่อศาล อย่างไรก็ตาม ตนขอไปคุยในรายละเอียดก่อน ซึ่งตนยังไม่ทราบว่ารายละเอียดในข้อตกลงดังกล่าวมีอะไรบ้าง

ต่อมาเมื่อเวลา 21.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดนางประนอมเปิดเผยว่าในระหว่างพบปะเจรจาเพื่อยุติขัดแย้งระหว่างแม่ประนอม แดงสุภา กับนางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโต ในตึกใหญ่วังวรดิศนั้น นางศิริพรได้ยอมขอโทษแม่ประนอมในเรื่องที่เกิดขึ้น และพร้อมรับปากจะคืนทรัพย์สินให้แก่แม่ประนอมหลายรายการ แต่รายละเอียดทรัพย์สินมีอะไรบ้างยังไม่ยุติร้อยเปอร์เซ็นต์ คงต้องมีการพูดคุยและจัดทำรายละเอียดบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>Thairath