โจ๋เมืองนนท์ ดวลปืนวัยรุ่นปทุมฯ หน้าผับ เหตุไม่พอใจมองหน้า

ตำรวจเมืองนนท์ ปิดถนนสกัดจับวัยรุ่น หลังรับแจ้งเหตุยิงกันหน้าร้านอาหารกึ่งผับ รวบตัวได้ 3 คน เผย ถูกดักทำร้ายเหตุมองหน้า ก่อนคว้าปืนดวลกัน

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 8 เม.ย.59 ร.ต.ท.สัญญา โพธารส รอง สว.สส.สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งมีกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันบริเวณหน้าร้านอาหารกึ่งผับ ย่านถนนนครอินทร์ หมู่ 9 ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมกำลังตำรวจสายตรวจ ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสามารถควบคุมตัว นายอ้น (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ลูกจ้างร้านทำเบาะ ชาว อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ขณะพยายามจะหลบหนีพร้อมปืนปากกา ส่วนคู่กรณีขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี เจ้าหน้าที่วิทยุสกัดจับกุมได้บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันย่าน ถนนนนทบุรี 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี พร้อมของกลางปืนไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก มีด 1 เล่ม ทราบชื่อ นายหนุ่ย (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ชาว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายก้อง (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ชาว อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ทั้ง 2 คน เป็นนักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ขณะเข้าจับกุมทิ้งอาวุธปืนไปฝั่งตรงข้ามถนน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นจึงตรวจยึดไว้ได้

สอบสวน นายอ้น กล่าวว่า พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน มาเที่ยวที่ร้านดังกล่าว มีกลุ่มวัยรุ่นนั่งโต๊ะตรงข้ามมองหน้าหาเรื่อง และขณะที่ออกจากร้านเห็นกลุ่มดังกล่าวยืนดักรออยู่ ก่อนจะชักปืนยิงใส่กลุ่มนายอ้น 1 นัด จึงวิ่งไปหยิบปืนที่ซุกซ่อนไว้ในพุ่มต้นไม้ริมทางข้างร้านดังกล่าวยิงตอบโต้ไป 1 นัด จากนั้นพยายามวิ่งหลบหนีจนถูกเจ้าหน้าที่จับได้

ทางด้าน พ.ต.ท.อดิศร ศรีสุจินต์ รรท.รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนนทบุรี กล่าวว่า ขณะกำลังจะปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกัน หลบหนีมุ่งหน้ามาทางปั๊มน้ำมันที่กำลังปล่อยแถว จึงนำกำลังปิดถนนทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อสกัดจับ นอกจากนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การว่าซื้อปืนมาจากรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว ในราคากระบอกละ 1,000-2,000 บาท.

ที่มา>>>Thairath

ตชด.เชียงราย รวบแก๊งยา ยึดไอซ์ลอตใหญ่ 17 โล เฮโรอีนอีก 700 ก.

ตชด.327 จ.เชียงราย ส่งสายล่อซื้อยาเสพติด รวบชาย 1 หญิง 1 พร้อมของกลางไอซ์ 17 กก. เฮโรอีน 2 แท่ง หนัก 700 กรัม ลักลอบขนมาจากชายแดนตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง รอยต่อ อ.แม่สาย…

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 6 เม.ย. 59 พ.ต.ท.ผดุงเกียรติ ปัณฑรนนทกะ หัวหน้าศูนย์อำนวยการปราบปรามยาเสพติด ตชด.ภาค 3 ควบคุมตัวนายชาติชาย ใจแปง อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 6 ต.โป่งงาม อ.แม่สาย และนางหมีชู อายิ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 14 ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง มายังค่ายร้อยตำรวจตระเวนชายแดน 327 อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมยาไอซ์ 17 กก. และเฮโรอีน 2 แท่ง น้ำหนัก 700 กรัม ทำการสอบสวนเบื้องต้นและบันทึกการจับกุม

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 6 เม.ย.59 ได้สืบทราบว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบขนยาเสพติดจากชายแดนตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง รอยต่อ อ.แม่สาย เข้ามาส่งให้เอเย่นต์บ่อยครั้ง จึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำการล่อซื้อ โดยมีเจ้าหน้าที่แอบซุ่มบริเวณรอบปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านสันกอง ต.ห้วยไร่ อ.แม่จัน จนกระทั่งนายชาติชาย ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีดำขาว ทะเบียน คกข 655-เชียงราย มีนางหมีชู นั่งซ้อนท้าย ถือถุงปุ๋ยใส่ยาไอซ์ 17 กิโลกรัม และเฮโรอีน 2 แท่ง น้ำหนัก 700 กรัม มาส่งของตามนัด จนทั้งสองถูกจับกุมในที่สุด

ก่อนนำตัวนายชาติชาย ไปตรวจค้นบ้านที่ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย ส่วนนางหมีชู ไปค้นบ้านที่ ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน ดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

น้องหมาถูกยิงคอทะลุอาการร่อแร่ แม่เฒ่าเมืองคอนแจ้งจับเพื่อนบ้าน

แม่เฒ่าเมืองคอน โร่แจ้งตำรวจ สุนัขถูกยิงที่โคนขาขวาหน้าทะลุลำคอด้านซ้าย อาการร่อแร่หายใจรวยริน อ้าง เพื่อนบ้านใกล้เคียงเป็นมือปืน หลังเคยก่อเหตุมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะ จนท. เตรียมเรียกเพื่อนบ้านต้องสงสัยสอบ

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 59 ร.ต.อ.หญิงนาลิน ปรีชาชาญ รอง สว.สส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งกลางดึกที่ผ่านมาว่ามีเหตุยิงสุนัขของ นางแนบ อินทเรือง อายุ 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ 1 ต.มะม่วงสองต้น อ.เมืองนครศรีธรรมราช จึงพร้อมด้วย ร.ต.ท.สุเทพ สังข์เส้ง หัวหน้าสายตรวจประจำตำบลมะม่วงสองต้น รุดไปตรวจสอบ บริเวณหน้าบ้านพบสุนัขพันธุ์ผสมสีขาว ชื่อน้องเดียว อายุ 6 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .22 เข้าที่โคนขาขวาหน้าทะลุลำคอด้านซ้าย เลือดไหลเปรอะเปื้อน บาดเจ็บสาหัส นอนหายใจรวยริน ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด โดยมีชาวบ้านพยายามที่จะช่วยยื้อชีวิตอย่างเต็มที่

นางแนบ กล่าวว่า น้องเดียว เป็นสุนัขเชื่อง ไม่ดุร้าย แสนรู้ ไม่เคยกัดใคร แต่มักจะส่งเสียงเห่าคนแปลกหน้า ก่อนเกิดเหตุ น้องเดียว และสุนัขที่เลี้ยงไว้อีก 3-4 ตัว พร้อมหลานๆ อายุ 8-12 ปี วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 50 เมตร กระทั่งเด็กๆ ชวนกันกลับเข้าบ้านก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของสุนัขที่พยายามวิ่งหนีกลับมาบ้านและล้มลง เมื่อตรวจดูพบว่าถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .22 และจะเอาเรื่องเพื่อนบ้านรายนี้จนถึงที่สุด

ด้าน นายธำรงค์ อินทเรือง อายุ 50 ปี บุตรชาย นางแนบ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เพื่อนบ้านคนดังกล่าวยังเคยใช้อาวุธปืนยาวขนาด .22 ยิง น้องเดียว บริเวณขาหลังด้านซ้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสมาแล้ว แต่ช่วยกันส่งรักษาจนรอดตายมาได้ ในครั้งนี้จึงสงสัยว่าเพื่อนบ้านคนเดิม อีกทั้งช่วงเกิดเหตุคลินิกรักษาสัตวก็ปิดหมดแล้ว โดยต้องรอถึงเช้าจึงจะนำไปส่งรักษา

ทั้งนี้ แม้จะไม่มีใครเห็นว่าคนที่ยิงสุนัขเป็นใคร แต่ในหมู่บ้านมีเพียงเพื่อนบ้านคนดังกล่าวที่ชอบเดินแบกปืนยาวขนาด .22 เดินไปมารอบๆ บริเวณบ้าน ซึ่งเด็กๆ ต่างยืนยันว่าได้ยินเสียงปืนดังมาจากบริเวณหน้าบ้านคนดังกล่าว ยืนยันว่าจะให้ตำรวจดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ กับเพื่อนบ้านรายนี้

ขณะที่ ร.ต.อ.หญิงนาลิน กล่าวว่า ในทางคดีแม้ผู้เสียหายและพยานจะระบุตัวมือปืนแน่ชัด แต่ถือว่ายังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้จะเชิญเจ้าของสุนัขและพยานมาสอบสวนปากคำเพิ่มเติม และออกหมายเรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาพบ เพื่อสอบสวนปากคำตามขั้นตอนของกฎหมาย หากมีพยานหลักฐานเพียงพอก็จะแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

DSI สอบฌาปนกิจฯ นสพ.ตร.พลเมืองส่อโกง 800 ล้าน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลนครอุบลราชธานี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ และ ผอ.ส่วนคดีอาญาพิเศษ 2 สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ได้นำคณะพนักงานสอบสวนลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำผู้เสียหายใน จ.อุบลราชธานี และ จังหวัดใกล้เคียง กรณีถูกหลอกลวงให้สมัครเป็นสมาชิกโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์และโครงการอื่นๆที่ผิดกฎหมายของหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมือง ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 138/2558 โดยมีผู้เสียหายที่สมัครเข้าร่วมเป็นผู้อำนวยการระดับจังหวัด และสมาชิกทั่วไปใน จ.อุบลราชธานี และใกล้เคียงเข้าให้ปากคำ รวมกว่า 40 ราย จากผู้เสียหายที่เข้าให้ปากคำก่อนหน้านี้กว่า 200 ราย

ผู้เสียหายที่เป็นผู้อำนวยการระดับจังหวัดรายหนึ่งเปิดเผยว่า ได้เสียค่าสมัครเข้าเป็นสมาชิก 21,000 บาท จึงมีสิทธิหาสมาชิกเข้าร่วมอีก และเสียค่าสมัครคนละ 1,500 บาท โดยจะได้เงินค่าหาสมาชิกรายละ 300 บาท ผู้ที่เป็นสมาชิกหลังเข้าร่วมต้องจ่ายเงินสมทบรายเดือน เดือนละ 300 บาท เมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าฌาปนกิจรายละ 1,000,000 บาท ใน จ.อุบลราชธานี มีประชาชนถูกหลอกลวงให้เข้าร่วมโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ รวมถึงโครงการออมทรัพย์อื่นๆจำนวนกว่า 3,000 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 10 ล้านบาทนายปิยะศิริกล่าวว่า จากการสอบสวนสมาชิกที่ถูกหลอกและให้ปากคำกับดีเอสไอทั่วประเทศกว่า 600 ปาก พบว่าเมื่อมีการเสียชีวิตจะไม่ได้รับเงินตามที่มีการโฆษณาไว้ สมาชิกแต่ละรายได้รับเงินจริงเพียงคนละไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้บริหาร นสพ.ตำรวจพลเมืองได้ระดมเงินจากสมาชิกไปแล้วไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท จึงเข้าข่ายฐานความผิด ทำการระดมเงินอันเป็นการผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2547 ซึ่งห้ามมิให้ชักชวน หรือชี้ชวนให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องภายในเดือน พ.ค.นี้

นายปิยะศิริกล่าวอีกว่า หลังช่วงสงกรานต์เป็นต้นไป ดีเอสไอเตรียมดำเนินการอายัดบัญชีเงินฝาก รวมทั้งทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากที่ได้เคยอายัดไว้แล้วก่อนหน้านี้ เพราะหลังจากการติดตามเส้นทางทางการเงินพบว่ามีการโอนย้ายถ่ายเทตามสถาบันการเงินหลายแห่ง มูลค่ารวมกัน นับร้อยล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อยึดคืนมาจ่ายชดใช้ให้กับประชาชนที่ถูกหลอกลวง จึงขอให้ประชาชนที่หลงเชื่อหยุดจ่ายเงินสมทบให้กับโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์และโครงการอื่นๆของ นสพ.ตำรวจพลเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ส่วนประชาชนที่ต้องการเข้าร้องทุกข์ ติดต่อเข้าร่วมเป็นเจ้าทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตลอดเวลา

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

แม่ประนอม-ลูก กอดกันโฮ จบศึกนํ้าพริกเผา

‘ปนัดดา’กาวใจพาถก2ชม. เตรียมรับแม่กลับสู่เหย้า พร้อมยกหุ้น-คืนให้หมด

ยุติความขัดแย้งด้วยดี ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอมยอมรับคำขอโทษจาก “ศิริพร” ลูกสาวคนโต ที่หลั่งน้ำตาสวมกอดแม่ ยืนยันยังกตัญญูกตเวทีและรักแม่เหมือนเดิม หลังปิดห้องไกล่เกลี่ยต่อหน้าลูกหลานนานร่วม 2 ชั่วโมง โดยมี “ม.ล.ปนัดดา” เป็นกาวใจ เบื้องต้นลูกสาวยอมคืนหุ้นของแม่ประนอม แต่ยังไม่ขอแจงรายละเอียดทรัพย์สินอื่นและเตรียมรับแม่กลับไปอยู่บ้านตามเดิม

หลังจากศาลจังหวัดนครปฐม สั่งเลื่อนไต่สวนคดีที่นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งบริษัทพิบูลย์ชัยนํ้าพริกเผาไทยแม่ประนอม จัดถอนฟ้องคดีนางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโต ว่าปลอมเอกสารโอนที่ดินสินสมรสของแม่ 9 แปลง ที่ อ.นครไชยศรี จ.นครปฐม ไปเป็นของตัวเอง ไปอีก 2 เดือน เพื่อให้โอกาสแม่-ลูก ไกล่เกลี่ยยุติปัญหาความขัดแย้งอีกครั้ง โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคนกลางในการเจรจาที่วังวรดิศ ในวันที่ 5 เม.ย.นี้

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่วังวรดิศ เวลา 14.40 น. นางประนอม แดงสุภา พร้อมด้วย น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง เดินทางมาโดยรถโตโยต้า รุ่นวีออส ทะเบียน 3กน 4927 กรุงเทพมหานคร มารอการเจรจาที่ตึกใหญ่ ภายในวังวรดิศ โดยมีนายพิสิษฐ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความของนางประนอมเดินทางมาร่วมฟังการเจรจาด้วย ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมากมาเฝ้าสังเกตการณ์การพบระหว่างสองแม่-ลูกคนดัง

ต่อมาเวลา 16.05 น. นางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโตของนางประนอม พร้อมด้วยนางอุรชา พีชาสารานนท์ บุตรสาวคนโตของนางศิริพรได้เดินทางโดยรถยนต์ฮอนด้า รุ่นโอดิสซี่ ทะเบียน จอ 9595 กรุงเทพมหานคร เข้ามาภายในรั้ววังวรดิศ โดยติดฟิล์มดำและม่านเพื่อป้องกันไม่ได้สื่อมวลชนถ่ายรูป เข้าไปจอดหน้าตึกใหญ่ ซึ่งมีนางประนอม และนางศิริวัลย์แม่และน้องสาวรออยู่ด้านในตึก

จากนั้นไม่นาน รถของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้แล่นเข้ามาและไปจอดหน้าตึกใหญ่เช่นเดียวกัน โดยมีทีมงานที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทยอยเดินเข้าไปในตึกเพื่อเตรียมความเรียบร้อยในการพูดคุยปรับความเข้าใจระหว่างแม่ลูกในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพูดคุยระหว่าง 2 ฝ่ายได้เริ่มขึ้นในเวลา 16.30 น. ตามกำหนด โดยมีเพียง นางประนอม นางศิริพร บุตรสาวคนโต น.ส.ศิริวัลย์ บุตรสาวคนรอง นางอุรชา หลานสาวคนโตของนางประนอม ม.ล.ปนัดดา เป็นคนกลางรับฟังการเจรจา และฝ่ายเลขาของ ม.ล.ปนัดดา จดบันทึกข้อตกลงในเรื่องทรัพย์สิน โดยไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัว “แดงสุภา” และสื่อมวลชนร่วมรับฟัง แต่ให้สังเกตการณ์อยู่บริเวณด้านนอก

ต่อมาเวลา 18.30 น. หลังการพูดคุยเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง ในที่สุดนางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม พร้อมนางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโต น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง นางอุรชา พีชาสารานนท์ หลานสาวคนโต และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวยุติความขัดแย้งภายในครอบครัว

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนการแถลงข่าวนางศิริพรได้หลั่งน้ำตายกมือไหว้ขอโทษและสวมกอดนางประนอม ก่อนที่นางประนอมจะกล่าวว่า เรื่องความขัดแย้งยุติลงด้วยดี ยังไงพี่น้องก็รักกัน โดยแม่จะได้ทรัพย์สินคืนกลับมา และหลังจากนี้ลูกสาวคนโตจะรับตนกลับไปอยู่บ้าน ลูกๆจะช่วยกันดูแลแม่ต่อไป

“สามารถตกลงกันได้แล้ว ขอยุติในเรื่องต่างๆ และจะทำการถอนฟ้องคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้อยากให้สื่อมวลชนช่วยแก้ข่าว และยืนยันว่าน้ำพริกแม่ประนอมจะอยู่กับคนไทยชั่วลูกชั่วหลาน สำหรับในส่วนของหุ้นนั้นตนได้รับคืนหมดเรียบร้อยแล้ว ไม่ติดใจอะไรแล้ว รักลูกค่ะ และลูกก็รักเรา พี่น้องรักกันดีค่ะ” แม่ประนอมกล่าว

ส่วนนางศิริพรกล่าวว่า ตนยังกตัญญูกตเวที และรักแม่เหมือนเดิม แม่ขออะไรมา ตนก็พร้อมให้แม่หมด อย่างไรก็ตาม นางศิริพรหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร และรายละเอียดในข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน โดยตลอดเวลาที่ผู้สื่อข่าวซักถาม นางศิริพรแสดงสีหน้าถึงความวิตกกังวลและไม่สบายใจ ก่อนตอบคำถามเพียงสั้นๆ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้จะได้ข้อยุติหรือไม่ว่า “ค่ะ”

ขณะที่ น.ส.ศิริวัลย์ บุตรสาวคนรอง ก็กล่าวชี้แจงเพียงสั้นๆว่า ในข้อตกลงดังกล่าว ตนไม่ได้หุ้นจำนวน 350 หุ้นคืน

ม.ล.ปนัดดากล่าวในเวลาต่อมาว่า ดีใจที่สามารถเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ยุติ แม่ลูกปรับความเข้าใจกัน อยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างของสังคม ครอบครัวที่รักกัน

ด้านนายพิสิษฐ์ ทนายของนางประนอม กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าร่วมในการเจรจาดังกล่าว มีแต่บุคคลภายในครอบครัวแม่ประนอมเท่านั้น คาดว่าผลการเจรจาดังกล่าวไปในทิศทางที่ดี หากนางประ–นอมมีความประสงค์จะถอนฟ้องก็สามารถทำได้ภายใน 1 วัน โดยไปยื่นคำร้องต่อศาล อย่างไรก็ตาม ตนขอไปคุยในรายละเอียดก่อน ซึ่งตนยังไม่ทราบว่ารายละเอียดในข้อตกลงดังกล่าวมีอะไรบ้าง

ต่อมาเมื่อเวลา 21.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดนางประนอมเปิดเผยว่าในระหว่างพบปะเจรจาเพื่อยุติขัดแย้งระหว่างแม่ประนอม แดงสุภา กับนางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโต ในตึกใหญ่วังวรดิศนั้น นางศิริพรได้ยอมขอโทษแม่ประนอมในเรื่องที่เกิดขึ้น และพร้อมรับปากจะคืนทรัพย์สินให้แก่แม่ประนอมหลายรายการ แต่รายละเอียดทรัพย์สินมีอะไรบ้างยังไม่ยุติร้อยเปอร์เซ็นต์ คงต้องมีการพูดคุยและจัดทำรายละเอียดบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>Thairath

พุ่งปมธุรกิจส่วนตัว ยิงถล่มรถ อดีตกำนันบ้านบึงดับ

ชุดสืบสวนภาค 7 พุ่งปมธุรกิจส่วนตัว กรณีคนร้ายยิงถล่มรถ อดีตกำนันบ้านบึง เสียชีวิต คาดพุ่งเป้าสังหารทุกคนที่อยู่ในรถ ขอเวลาเจ้าหน้าที่ทำงานสักระยะ มั่นใจได้ตัวคนร้ายแน่ …

จากกรณี คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถของกำนัน ต.บ้านบึง บริเวณสี่แยกตลาดนัดโป่งกระทิง บนถนนสายชัฏป่าหวาย-โป่งกระทิง ม.2 ต.บ้านบึง จ.ราชบุรี ส่งผลให้ นายนัฐยุทธ์ ร่มโพธิ์รี อายุ 38 ปี กำนัน ต.บ้านบึง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นายสมนึก ร่มโพธิ์รี อายุ 64 ปี อดีตกำนัน ต.บ้านบึง พ่อของกำนันนัฐยุทธ์ เสียชีวิต ขณะนำส่งโรงพยาบาล ส่วนนายเอก คงวิเศษวัฒนา อายุ 40 ปี สารวัตรกำนัน คนขับ ถูกยิงบริเวณลำตัวอาการสาหัส ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อุกอาจ! คนร้ายใช้อาวุธสงคราม ยิงถล่มรถอดีตกำนันดังบ้านบึง)ความคืบหน้า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 3 เมษายน พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รอง ผบช.ภ.7 ได้เดินทางมาประชุมร่วมกับชุดสืบสวนภาค 7 ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.ราชบุรี ชุดสืบสวนตำรวจภูธร อ.บ้านคา และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ที่ห้องประชุม สภ.บ้านคา จ.ราชบุรี

ทั้งนี้ จากการประชุมในได้สรุปประเด็นแล้วว่า สำหรับรูปคดีคาดว่าจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจส่วนตัวของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายเป็นอดีตกำนัน ความประพฤติอย่างอื่นก็ไม่มี เพราะฉะนั้นก็คงเป็นเรื่องธุรกิจส่วนตัวมากกว่า ในส่วนของประเด็นความขัดแย้งนั้น ยังไม่แน่ชัด ขอเวลาอีก 1-2 วัน ขณะที่การหลบหนีของคนร้าย ที่ใช้เส้นทางเหมือนคนชำนาญเส้นทางนั้น จะให้ตอบแบบชี้ชัดคงยังไม่ได้ เพราะหลักฐานยังไม่แน่ชัด ถึงแม้ว่าจะทำการหลบหนีได้อย่างว่องไว อย่างไรก็ตาม คนร้ายอาจมาตรวจสอบเส้นทางจนชำนาญอยู่ก่อนแล้ว ถ้าจะให้ตอบแบบชี้ชัดคงต้องขอเวลาอีกหน่อย

ในส่วนของวิถีกระสุน คาดว่าน่าจะมีเป้าหมายสังหารทุกคนที่นั่งมาในรถ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่อดีตกำนันเพียงคนเดียว และได้ให้ชุดทำงานจากสืบสวนภาค 7 สืบสวนจังหวัดราชบุรี และทาง สภ.บ้านคา ช่วยกันติดตามหาคนร้าย ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกไม่นาน.

ที่มา>>>Thairath

ยื่นหนังสือ ผวจ.บุรีรัมย์ บูรณะ ‘ปราสาทปลายบัด’ เป็นที่เที่ยวเชิงประวัติฯ

วัฒนธรรมบุรีรัมย์ ออกสำรวจปราสาทปลายบัด เชื่อว่าเป็นแหล่งที่ขุดพบเทวรูปสำริดที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน ทั้งนี้จะยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เพื่อประสาน จนท.ทำการบูรณะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว…

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 59 นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ นำผู้สื่อข่าวไทยรัฐขึ้นสำรวจเส้นทางเขาปลายบัด อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นที่ตั้งปราสาทปลายบัด เชื่อว่าเป็นแหล่งที่ขุดพบเทวรูปสำริดที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน ในนิวยอร์ก (เดอะเมท) และมีการเคลื่อนไหวทวงคืน โดยจัดเสวนาที่ราชภัฏบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา เขาปลายบัดอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ประโคนชัย เป็นเขาอีกหนึ่งใน 8 ลูก ไม่ไกลจากปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ

นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ นำผู้สื่อข่าวไทยรัฐขึ้นสำรวจเส้นทางเขาปลายบัด อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นที่ตั้งปราสาทปลายบัด

สำหรับเส้นทางการเดินทางไปปราสาทปลายบัดยังไม่ได้รับการบูรณะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว รถยนต์ขึ้นได้ทางเดียวไม่สามารถสวนได้ และต้องเดินเท้าต่ออีกประมาณ 100 เมตร ตลอดทางมีหินภูเขาไฟ มีป้ายมาปักตาม พ.ร.บ.โบราณวัตถุ ห้ามขุดและลักลอบหาโบราณวัตถุ ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง รื้อถอน ทำลาย เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ จากอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กรมศิลปากร และป้ายอธิบายความเป็นมาของปราสาทปลายบัด 2 โดยระบุว่า ปราสาทปลายบัด 2 ห่างจาก ปลายบัด 1 ประมาณ 1 กม. ทางด้านทิศตะวันตก ลักษณะปราสาทเป็นศาสนสถานตั้งอยู่บนสันเขาตามความเชื่อศาสนาฮินดูราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 โดยพบร่องรอยขุดหาโบราณวัตถุเป็นหลุมจำนวนมาก ปราสาทประธานสร้างด้วยอิฐชำรุดทรุดโทรมพังทลายแต่ยังเห็นเค้าโครงอยู่ ส่วนกำแพงแก้วก่อสร้างจากหินภูเขาไฟปราสาทปลายบัด ยังไม่ได้รับการบูรณะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว การเดินทางโดยรถยนต์ขึ้นได้ทางเดียวไม่สามารถสวนได้ และต้องเดินเท้าต่ออีกประมาณ 100 เมตร ตลอดทางมีหินภูเขาไฟป้ายมาปักตาม พ.ร.บ.โบราณวัตถุ ห้ามขุดและลักลอบหาโบราณวัตถุ ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง รื้อถอน ทำลาย เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ จากอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กรมศิลปากรขณะที่ นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ เผย ว่า เดินทางมาสำรวจเส้นทางหลังจากมีการเสวนาทวงคืนเทวรูป และจะนำเสนอ นายเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ประสานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เพื่อให้ทางจังหวัดบูรณะเป็นสถานที่ท่องเทียวเชิงประวัติศาสตร์ควบคู่กับปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

18 ล้อยางแตกเฉี่ยว 6 ล้อ เสียหลักชนต้นไม้ไฟลุก ย่างสดโชเฟอร์ดับ

จ.กาญจนบุรี เกิดเหตุ รถบรรทุก 18 ล้อ ยางด้านซ้ายแตก เสียหลักพุ่งชน 6 ล้อบรรทุกน้ำแข็ง ก่อนเสียหลักตกถนนพุ่งชนต้นจามจุรีขนาดใหญ่ เป็นผลทำให้เกิดไฟลุกไหม้ย่างสดคนขับพ่วง 18 ล้อดับคาที่ …

วันที่ 2 เม.ย.59 พ.ต.ท.ธีรพงษ์ บุญชูวงศ์ รองผู้กำกับ (สอบสวน) สภ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ประจำ จ.กาญจนบุรี ว่า เกิดอุบัติเหตุ รถบรรทุก 18 ล้อ ยี่ห้อ นิสสัน รุ่นยูดี สีขาว หมายเลขทะเบียนตัวแม่ 70-6390 กาญจนบุรี ตัวลูก 70-7328 กาญจนบุรี ซึ่งเป็นรถบรรทุกของบริษัท ศรีปกรณ์ จำกัด พุ่งชนต้นไม้ ทำให้คนขับเสียชีวิต ซึ่งเหตุเกิดบนถนนแสงชูโต หลักกิโลเมตรที่ 26 หมู่ 4 ต.ท่ามะกา อ.ท่ามะกา หลังรับแจ้ง จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานแพทย์เวร รพ.มะการักษ์

ที่เกิดเหตุ พบว่า รถดับเพลิงของเทศบาลตำบลท่ามะกา กำลังใช้น้ำฉีดไปที่ถังเชื้อเพลิงบรรจุแก๊สเอ็นจีวี ที่มีบางจุดแตก และแก๊สรั่วไหลทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง หลังเพลิงสงบ เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ใช้เครื่องตัดถ่างนำร่างคนขับรถออกมานอกรถ เพื่อให้แพทย์ชันสูตรพลิกศพ ทราบชื่อผู้ตาย คือ นายณรงค์ศักดิ์ ศรีเอี่ยมอ่อง อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ 4 ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

จากการสอบสวน นายวินัย ส้มพลับ อายุ 43 ปี พนักงานกวาดถนนของเทศบาลตำบลท่ามะกา ซึ่งเป็นคนเห็นเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายณรงค์ศักดิ์ ผู้ตายได้ขับรถบรรทุก 18 ล้อ วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ อยู่ๆ ยางล้อหน้าด้านซ้ายก็เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังตูม รถจึงเกิดเสียหลักพุ่งเข้าเฉี่ยวรถ 6 ล้อบรรทุกน้ำแข็ง ที่กำลังขับตระเวนส่งน้ำแข็งตามร้านค้า รถจึงลื่นไถลเสียหลักพุ่งตกลงไปข้างทาง ชนต้นจามจุรีขนาดใหญ่จนหักโค่นทั้งต้น ถังแก๊สเอ็นจีวีเกิดรั่วทำให้เกิดไฟลุกไหม้ย่างสดนายณรงค์ศักดิ์ จนเสียชีวิตคารถ เดชะบุญ ที่รถบรรทุกน้ำของเทศบาลฯ กำลังขับรถฉีดน้ำรดต้นไม้อยู่ใกล้ๆ ที่เกิดเหตุ พนักงานขับรถจึงฉีดน้ำดับไฟได้ทันท่วงที แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือนำตัวนายณรงค์ศักดิ์ออกมาจากรถได้

จากการสอบปากคำญาติผู้ตาย ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายณรงค์ศักดิ์ ได้ขับรถไปส่งม้วนกระดาษที่โรงงานกระดาษ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ส่งเสร็จก็ขับรถเดินทางกลับมาที่ ต.วังศาลา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี อยู่ๆ รถก็มาประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามสอบสวนปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

อุกอาจ! คนร้ายซุ่มยิงเซียนวัวชนชื่อดังเมืองคอน ดับคาบ้าน คาดปมส่วนตัว

อุกอาจ! คนร้ายดักซุ่มมุมมืด สบจังหวะ ใช้ปืนลูกซองยาวยิงหนุ่มใหญ่วัย 67 เมืองคอน แล้วตามยิงซ้ำเข้าท้ายทอย 1 นัด ดับคาที่ ก่อนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว จนท. มุ่งปมชู้สาวหรือความแค้นส่วนตัว แต่ไม่ทิ้งประเด็นความขัดแย้งธุรกิจวัวชน…

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.อาคม จอนนุ้ย สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่า มีเหตุยิงกันตายที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ใน ต.กำแพงเซารับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และกำลังตำรวจชุดสืบสวน รุดไปยังที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุ พบศพผู้ตาย ชื่อนายสนอง ศิลปะมณี อายุ 67 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงนอนหงายเสียชีวิตบนลานพื้นดินบริเวณโรงจอดรถข้างบ้าน สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองยาว เข้าบริเวณหน้าอกซ้ายและขวาพรุน 7 รู และกลางท้ายทอย 1 รู นอกจากนี้ ยังพบหัวกระสุนปืนลูกปรายตกอยู่จำนวน 1 ลูก หมอนรองกระสุนปืนลูกซอง ตกอยู่จำนวน 2 ชิ้น

สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ผู้ตายมีอาชีพเลี้ยงวัวชนหลายตัว และเป็นเซียนวัวชนชื่อดังในพื้นที่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก่อนเกิดเหตุขณะที่คนในบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว ได้มีโทรศัพท์โทรมาหานายสนองให้ออกมาคุยข้างนอก และเมื่อนายสนองได้เดินออกจากบ้านมาบริเวณโรงจอดรถข้างบ้าน แต่ไม่เจอใคร ทันใดนั้น ได้มีคนร้าย 1 คน แอบซุ่มอยู่มุมมืด ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงใส่หน้าอก 1 นัด จนล้มลง จากนั้น คนร้ายได้ตรงเข้าไปจ่อยิงศีรษะบริเวณท้ายทอยอีก 1 นัด จนนายสนองเสียชีวิตคาที่ทันที ก่อนที่คนร้ายได้อาศัยความมืดหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ด้าน พ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุการสังหารกันในครั้งนี้ โดยทางตำรวจได้เรียกพยานมาสอบสวนหลายปากแล้ว แต่ยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัด แต่เบื้องต้นสันนิษฐานสาเหตุการสังหารครั้งนี้ไว้ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องชู้สาว เพราะทราบว่านายสนอง ผู้ตายมีนิสัยเจ้าชู้ไก่แจ้ มีสาวๆ มาติดพันหลายคน ซึ่งอาจจะถูกหนุ่มคู่อริบางคนไม่พอใจ มาดักยิงล้างแค้นก็ได้ หรือประเด็นเรื่องโกรธแค้นส่วนตัวกับคู่อริบางคนในหมู่บ้าน หรือขัดแย้งในธุรกิจวัวชนก็ได้ ซึ่งทางตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อคลี่คลายคดีติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ตร.พิลึกคดีขันแดง บอกฝ่ายผู้ต้องหา ให้ไปหาของกลาง

นักข่าวก็โดนสอบ สื่อนอกเริ่มสนใจ

สาวเชียงใหม่โพสต์ภาพคู่ขันแดง อวยพรสงกรานต์ อดีตนายกฯ “ทักษิณ-ปู” รูดซิปปากเผยไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โอดทิ้งขัน ไปแล้วหลังเกิดเรื่อง แต่ตำรวจให้นำกลับมาเพื่อประกอบคดี วอนอยากให้เรื่องจบลงด้วยดี นักข่าวเชียงใหม่เผยสื่อนอกแห่ขอสัมภาษณ์ หลังถูกทหารเชิญตัวไปสอบทำประวัติเสนอข่าวขันแดง ชี้ให้ปากคำในฐานะพยาน ย้ำเสนอข่าวเล่นน้ำอย่างประหยัด ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

จากกรณีนางจีรวรรณ เจริญสุข อายุ 54 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ ถูกนำภาพถือขันสีแดงระบุข้อความอวยพรสงกรานต์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนมีการนำมาเสนอข่าวสงกรานต์ม่วนใจ๋ เล่นน้ำอย่างประหยัด ต่อมาตำรวจ สภ.แม่ปิง อ.เมืองเชียงใหม่ เชิญตัวนางจีรวรรณมาสอบสวนพร้อมแจ้งข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 พร้อมนำตัวส่งศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ เพื่อพิจารณาคดี นางจีรวรรณให้การปฏิเสธ ญาติยื่นประกันตัวใช้หลักทรัพย์เงินสด 1 แสนบาท ขณะเดียวกัน ตำรวจและทหารเชิญผู้สื่อข่าวที่นำเสนอข่าวไปสอบสวนพร้อมทำประวัติ

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นางจีรวรรณ เจริญสุข อายุ 54 ปี ผู้ต้องหามาตรา 116 ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เพียงสั้นๆ ว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงประกันตัวไม่อยากให้สัมภาษณ์ หรือพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ตำรวจให้ไปหาขันแดงและรูปภาพที่ถือมาประกอบคดี ตนไม่ทราบว่าจะไปหาที่ไหน เนื่องจากหลังเกิดเรื่องมีการนำขันและภาพไปทิ้ง ตนอยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี

นายชัยพินธ์ ขัติยะ หัวหน้าศูนย์ข่าวไทยรัฐ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และประธานกลุ่มร่มฟ้าไทยรัฐ ภาคเหนือ เปิดเผยว่า หลังจากที่นำเสนอข่าวขันแดง ตำรวจและทหารเชิญตัวไปสอบสวน ที่มณฑลทหารบก 33 ค่ายกาวิละ อ.เมืองเชียงใหม่ ในฐานะพยาน ตนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ข่าวที่รายงานเป็นเพียงข่าวเกี่ยวกับการเล่นน้ำอย่างประหยัดในเทศกาลสงกรานต์เชียงใหม่ ยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นคนถ่ายภาพ และเนื้อหาไม่ได้เป็นการชักจูงในเรื่องการเมือง ทางตำรวจและทหารเข้าใจ

นายชัยพินธ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ มีสำนักข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศติดต่อขอสัมภาษณ์กรณีที่เกิดขึ้นจำนวนมาก ตนยืนยันว่าบริสุทธิ์ใจไม่กลัวสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เสียความรู้สึกในช่วงที่ลงจากรถเห็นทหารจำนวนมากมารอ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โต และมีการถ่ายรูปทำประวัติ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีด้วยเหตุและผล อย่างไรก็ตาม ตนจะทำหน้าที่รายงานข่าวตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อไป

ที่มา>>>Thairath