ผ้าทอมือภูมิปัญญาไทย ชาวบ้านที่อุตรดิตถ์ทำขาย สร้างอาชีพ มีรายได้

หารายได้ช่วงภัยแล้ง! ภูมิปัญญาไทย จากรุ่นสู่รุ่น กลุ่มแม่บ้านทอผ้า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ รวมกลุ่มกัน จำนวน 50 คน จัดทำอาชีพเสริม ทอผ้าสร้างรายได้ อาทิ ผ้ามัดหมี่ ผ้าขาวม้า และผ้าซิ่น ลายดอกแก้ว ลายน้ำไหล ผลิตออกขาย

วันนี้ 10 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์พัฒนาอาชีพ หมู่ที่ 1 ต.บ้านเสี้ยว อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ นายเจษฎา ลิ้มศรีตระกูล นายอำเภอฟากท่า ได้ตรวจเยี่ยมโครงการช่วยเหลือประชาชนในช่วงภัยแล้งเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีกลุ่มแม่บ้านทอผ้าได้รวมกลุ่ม จำนวน 50 คน จากทั้งหมด 5 หมู่บ้าน 1 ตำบล คือหมู่ 6,4,3,2,และหมู่ 1 ได้เสนอโครงการทอผ้าให้กับทางอำเภอ เป็นการจ้างแรงงานของชาวบ้านวันละ 300 บาท ในการทอผ้า อาทิ ผ้ามัดหมี่ ผ้าขาวม้า และผ้าซิ่น ลายดอกแก้ว ลายน้ำไหล แล้วนำผลผลิตออกไปจำหน่าย เมื่อได้กำไรก็จะนำเงินมาเข้ากลุ่มทอผ้าบ้านเสี้ยวโดยทอผ้าแบบภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยมือตัวเองทั้งนี้ การทอผ้าได้มีออเดอร์ในการทำผ้าขาวม้าหลายร้อยผืน เนื่องจากผ้าขาวม้าที่ตำบลบ้านเสี้ยว จะเป็นการทอผ้าด้วยมือและมีคุณภาพ เมื่อเวลาอัดผ้ากาวจะรีดเรียบเป็นที่ถูกใจของลูกค้า จึงได้เตรียมอุปกรณ์ กระสวย กี่ และผ้าพร้อมด้ายในการขึ้นเครือ เพื่อทอออกมาเป็นผืน ผ้าทอมัดหมี่ เป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอารยธรรมของคนในท้องถิ่นตำบลบ้านเสี้ยว อำเภอฟากท่า

ทั้งหมดนี้ ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันจากบรรพบุรุษ ที่นำเอาภูมิปัญญา ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ ได้เล่าว่า ในสมัยโบราณ หญิงสาวในหมู่บ้านนิยมทอผ้า แล้วนำมาเย็บเป็นที่นอน เพื่อนำไปไหว้ผู้ใหญ่

ที่มา>>>Thairath

ผู้ว่าฯ เมืองเพชร ชวนเที่ยวงานเปิดโลกทะเลโคลนบ้านแหลม กิจกรรมเพียบ!

พ่อเมืองเพชรบุรี เป็นประธาน งานเปิดโลกทะเลโคลน ครั้งที่ 7 “ลุยเลน ละเลงโคลน” ที่ อ.บ้านแหลม พร้อมชวนร่วมกิจกรรมเพียบ

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 พ.ค. 59 ที่ลานอเนกประสงค์หลังเทศบาลตำบลบ้านแหลม นายศรีธรรม ราชแก้ว นายอำเภอบ้านแหลม พร้อมด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันจัดกิจกรรม เปิดโลกทะเลโคลน ครั้งที่ 7 ภายในธีม “ลุยเลน ละเลงโคลน @บ้านแหลม” ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 6-8 พ.ค. 59 โดยมี นายสนิท ขาวสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมงาน เปิดโลกทะเลโคลน ครั้งที่ 7 ภายในธีม “ลุยเลน ละเลงโคลน @บ้านแหลม”

มวยทะเล ประเพณีการละเล่นพื้นบ้านของไทย

สำหรับงานเปิดโลกทะเลโคลน มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การแชะภาพกับประติมากรรมมนุษย์โคลน” ผู้ค้าชาวบ้านแหลมนำสินค้าทะเลสดๆ มาขายที่ลานตลาดชาวเล รวมทั้งสิ้นค้า OTOP การแสดงบนเวที กิจกรรมการละเล่นที่เน้นโคลนบ้านแหลม บ่อโคลนสวนสนุก ล้างตัวในอุโมงค์น้ำ สไลเดอร์ลงบ่อโคลน แข่งกีฬาพื้นบ้านในบ่อโคลน ทั้งชักเย่อ แข่งกระดานถีบหอย กระดานถีบหอยพาสาวหนี ปั่นจักรยานท้าโคลน แข่งนั่งทับไข่เค็ม วิ่งเปี้ยวละเลงโคลน และมวยทะเล ซึ่งนายอำเภอบ้านแหลม จะชกมวยทะเลกับ นายณรงค์ สิทธิรุ่ง หรือ กำนันตู่ กำนันตำบลบางตะบูน เพื่อสร้างสีสันด้วย.วิถีชีวิตชาวบ้าน อาหารอร่อย เมืองเพชรบุรี

ที่มา>>>Thairath

หยุดยาว! ทำเงินสะพัดตลาดโรงเกลือ นทท.แห่จับจ่ายสินค้า

เงินสะพัด!! นักท่องเที่ยวแห่จับจ่ายสินค้าตลาดโรงเกลือ ช่วงหยุดยาวหลายวัน ทำให้การค้าชายแดนสระแก้วคึกคัก คาดรายได้เข้าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท…

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ และจุดผ่อนปรนเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นวันหยุดยาว พบว่ามีนักพนันเดินทางข้ามฝั่งไทย ข้ามไปเสี่ยงโชคในบ่อนกาสิโน ฝั่งปอยเปต รวมทั้งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะมาท่องเที่ยวที่ตลาดโรงเกลือ ส่งผลให้บรรยากาศเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกันกับตลาดจุดผ่อนปรนบ้านเขาดิน ต.คลองหาด อ.คลองหาด ก็คึกคักไม่แพ้กันทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจ ดูแลความปลอดภัย แก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดโรงเกลือ

ขณะที่ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจ ตำรวจ จึงได้บูรณาการร่วมกัน ดูแลรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางมาเที่ยวตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นตลาดการค้าชายแดนที่สำคัญ ทำให้การจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันบริการ และอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งจัดสถานที่จอดรถยนต์ให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าในวันนี้จะมีรถยนต์นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าตลาดโรงเกลือ ไม่ต่ำกว่า 5,000 คัน

ส่วนภายในตลาดโรงเกลือ ก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินหาเลือกซื้อสินค้าเพื่อนำกลับไปขายในตลาดพื้นที่ของจังหวัดตน โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเสื้อผ้ามือสอง จะมีนักท่องเที่ยวเลือกหาซื้อไปฝากญาติพี่น้องที่อยู่แถบภาคอีสานกันอย่างคึกคักจนท.ตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย และช่วยอำนวยความสะดวก

นายประมวล เขียวขำ เลขาฯ หอการค้า จ.สระแก้ว กล่าวว่า เนื่องจากวันหยุดหลายวันตนได้นำคณะลงพื้นที่ออกตรวจภายในตลาดโรงเกลือ และได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ตำรวจ ตม.สระแก้ว ศุลกากรอรัญประเทศ เพื่อป้องกันเหตุร้าย และป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพชาวเขมรฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมได้จัดชุดปฏิบัติการร่วมคอยดูแล และรักษาความปลอดภัยบริเวณธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม เนื่องจากมีประชาชน และนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่เดินทางมาเที่ยวตลาดโรงเกลือ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน ทำให้สร้างรายได้จากวันหยุดยาวช่วงนี้จะมีเงินเข้าจังหวัดไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท.

ที่มา>>>Thairath

ท่องเที่ยวเปิดตัว ‘Thailand Scanme’ ชวน นทท.เข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น

กรมการท่องเที่ยว เอาใจคนใช้แอพพลิเคชั่น เปิดตัวโปรเจกต์ Thailand Scanmeชวนนักท่องเที่ยว เข้าถึงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเมืองไทย ผ่าน QR Code กว่า 300 จุดทั่วประเทศ

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมต.ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ รอง ผวจ.จันทบุรี ร่วมกันเปิดตัวโครงการ Thailand Scanme เพื่อเพิ่มช่องทางและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 300 จุดทั่วประเทศนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมต.ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมต.ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมสืบค้นข้อมูลสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน โดยใช้แอพพลิเคชั่น Line มีผู้ใช้งานกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก ซึ่งแอพพลิเคชั่นLine มีคุณสมบัติที่สามารถสแกน QR Code ได้ กรมการท่องเที่ยวจึงรวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวการเดินทาง คำแนะนำและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมที่จัดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวนั้นมาบรรจุไว้ใน QR Code เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถสแกนที่ป้ายติดตั้งไว้เพื่อรับทราบข้อมูลทั้งหมดได้ในทันที ขณะเดียวกัน ยังเตรียมข้อมูลในรูปแบบเสียง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว ที่บกพร่องทางสายตา และผู้ที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้อีกด้วย พร้อมกับสามารถปรับปรุงข้อมูลต่างๆ ให้ทันสมัยได้ทันที ซึ่งนอกจากจะสะดวกและรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำป้ายและติดตั้งป้ายใหม่อีกด้วยข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวการเดินทาง คำแนะนำและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมที่จัดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวนั้นมาบรรจุไว้ใน QR Codeซึ่งการดำเนินการในปีแรกนี้ กรมการท่องเที่ยว วางแผนติดตั้งป้ายจำนวน 300 ป้าย ในแหล่งท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 60 แห่ง โดยแบ่งเป็นพื้นที่ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด 57 แหล่ง จำนวน 253 ป้าย พื้นที่มรดกโลก 6 แหล่ง จำนวน 30 ป้าย และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 13 แหล่ง จำนวน 28 ป้าย โดยจะสังเกตได้ว่ารูปแบบป้าย QR Code แต่ละจังหวัดเป็นการออกแบบใหม่ ให้มีความทันสมัยควบคู่ไปกับการนำเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของป้าย ซึ่งได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การออกแบบตรงกับความต้องการของประชาชนในแหล่งท่องเที่ยวนั้น และสื่อความหมายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจได้ชัดเจนกรมการท่องเที่ยว วางแผนติดตั้งป้ายจำนวน 300 ป้าย ในแหล่งท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 60 แห่ง

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกที่จังหวัดจันทบุรี ได้ออกแบบป้ายเป็นอัญมณี ติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ QR Code จำนวน 29 ป้าย ใน 8 แหล่งท่องเที่ยว เช่น ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ, หาดแหลมสิงห์, หาดคุ้งวิมาน, ชุมชนริมน้ำจันทบูร, อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ, อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว, อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล,และสวนสาธารณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.

ที่มา>>>Thairath

หยุดยาวหลายวันชวนเที่ยว ‘สิมิลัน’ ไปก่อนปิดเกาะฟื้นฟูธรรมชาติ

อช.สิมิลัน ชวนเที่ยว จ.พังงา พักผ่อนช่วงหยุดยาว โดยเฉพาะแหล่งยอดฮิต เช่น เกาะตาชัย เกาะสิมิลัน ที่รอนักท่องเที่ยวมาชมความสวยงามของธรรมชาติ ก่อนที่จะปิดเกาะยาว 15 พ.ค.- 15 ต.ค. 2559 เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์…

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2559 นายณัฐ โก่งเกษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กล่าวว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวที่เกาะตาชัย เกาะสิมิลัน ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยเดินทางลงเรือของบริษัทเรือนำเที่ยวต่างๆ เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อพักผ่อน และชมความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่มีวันหยุดยาว ประกอบกับใกล้ช่วงที่จะมีการปิดเกาะ 15 พ.ค. – 15 ต.ค. 2559 เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์แม้เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเริ่มลดน้อยลง แต่ช่วงหยุดยาวทะเลก็ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยเดินทางมาเที่ยว
ทะเล หาดทราย สายลม และแสงแดด ของ อช.หมู่เกาะสิมิลัน รอต้อนรับ

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ เริ่มเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเริ่มลดน้อยลง แต่ในช่วงหยุดยาวพบว่าแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลก็ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ พร้อมตรวจสอบความปลอดภัยของเรือโดยสารตามท่าเรือต่างๆ ก่อนที่เรือจะออกจากท่าอย่างใกล้ชิด ทั้งอุปกรณ์ คนประจำเรือ สภาพเรือ เน้นความปลอดภัยการบรรทุกถูกต้องตามกฎหมายไม่บรรทุกเกิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะควบคุมอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่.

ที่มา>>>Thairath

ฟู้ดบล็อกเกอร์ฮือฮา! แชร์พิซซ่าสูตรใหม่สนั่นโซเชียล

ฮือฮากันเต็มหน้า Newsfeed ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เมื่อ Pizza Hut ปล่อยความอร่อยสูตรใหม่ที่พิเศษยิ่งกว่าเดิม เพิ่มปริมาณเครื่องมากขึ้น ปรับซอสให้เข้มข้นถูกใจคนไทย พร้อมขอบแบบใหม่ ทั้งหมดนี้มาในโปรโมชั่นที่บล็อกเกอร์ทั้งหลายร้องว้าว! เพราะลดราคาแต่เพิ่มคุณภาพแบบเน้นๆ

ไปดูกันดีกว่าว่ามีใครพูดถึงสูตรใหม่ของ Pizza Hut กันอย่างไรบ้าง

เริ่มจากเพจพยูนบูดที่ปลื้มมากกับขอบแบบใหม่จนถึงขั้นบอกว่า “กินแล้วอย่าลืมดูดนิ้ว!!!!”ต่อด้วยเพจลุงอ้วน กินกะเที่ยว ที่เห็นพิซซ่าแล้วถึงขั้นของขึ้น เพราะตกใจกับเครื่องที่เยอะขึ้นและความอร่อยที่มากขึ้นในราคาที่ถูกลงส่วนเพจกินกับพีท เที่ยวกับผม ก็ลงรูปเน้นๆ ชีสเยิ้มๆ ซอสฉ่ำๆ แน่นเว็บไซต์ ให้ลูกเพจเกิดอาการอยากกินไปตามๆ กันปิดท้ายด้วย H.E.A.T. หรือที่มีชื่อเต็มๆ ว่า Hell Eating Association of Thailand ก็รับคำท้าลองโปรโมชั่นสุดคุ้ม สุดอร่อยนี้เช่นเดียวกับฟู้ดบล็อกเกอร์คนอื่นๆเป็นกระแสทั่วโลกโซเชียลกันขนาดนี้ คงต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วล่ะว่าสูตรใหม่ของ Pizza Hut จะเยอะขึ้น อร่อยขึ้นจริง สมกับที่ฟู้ดบล็อกเกอร์เหล่านี้แนะนำหรือเปล่า ท้าลองถาดกลางถาดแรกแค่ 199 ซื้ออีกถาดเพิ่มแค่ 99 บาทเท่านั้น ลองสั่งเลย www.pizzahut.co.th

ที่มา>>>Sanook

พบสวนกล้วยจีน เชียงราย แอบสูบน้ำอิง รัฐสั่งคุมเข้มแก้ปัญหา

กระทรวงเกษตรฯ ลุยตรวจพบสวนกล้วยจีนเช่าที่ดินไทยกว่า 2 พันไร่ ที่เชียงราย แอบสูบน้ำอิงอ้างบาดาลไม่พอใช้ สั่งคุมเข้มเข้าระบบ GAP ชี้สวนทางนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้งรัฐบาล ที่ให้เกษตรกรไทยปลูกพืชใช้น้ำน้อย

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์เหล่าวิชยา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจปัญหาภัยแล้ง ที่ อ.พญาเม็งราย และเข้าตรวจสอบ สวนกล้วยหอม ของบริษัท หงต๋า อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กลุ่มทุนจากประเทศจีน เข้ามาเช่าที่ดิน 2,711 ไร่ จากบริษัท ภาสวัฒน์ จำกัด โดยมี นายภูเบศร์ จูละยานนท์ นอภ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ชลประทาน เกษตร อ.พญาเม็งราย พาเข้าตรวจสภาพการดำเนินการพบว่า มีการปลูกกล้วยหอมไปแล้ว 820 ไร่ เก็บผลผลิตได้แล้ว 200 ไร่ ส่งออกจีนตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 มี.ค.59 รวมถึงปัจจุบัน 19 ตู้คอนเทนเนอร์ และพบว่า สวนกล้วยแห่งนี้มีการใช้น้ำจำนวนมาก ในการหล่อเลี้ยงต้นกล้วย และระบบการทำความสะอาดผลกล้วย ก่อนบรรจุลงกล่องเพื่อส่งขาย ทำให้สวนกล้วยมีการแอบสูบน้ำในแม่น้ำอิง สัปดาห์ละ 1 วัน ระหว่างเวลา 18.00 น.ถึง 24.00 น. โดยอ้างว่า น้ำจากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะ 4 บ่อ ยังไม่พอใช้ เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาไม่ให้กระทบต่อ ราษฎรสวนกล้วยหอม ของกลุ่มทุนประเทศจีน

นางสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์ว่า การทำพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ส่งผลให้มีปัญหาเกิดขึ้นได้ในอนาคต และพบว่า สวนกล้วยแห่งนี้จำเป็นต้องดึงน้ำจากแม่น้ำอิงมาใช้ ซึ่งเป็นการสวนทางนโยบายของรัฐบาล ที่จะแก้ไขปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ โดยการที่รัฐบาลห้ามเกษตรกรทำนาปรัง และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และอาจเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า บริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ ทำไมจึงสามารถใช้น้ำได้มากมาย ส่วนเกษตรกรที่เป็นคนไทยไม่สามารถใช้น้ำเพื่อทำการเกษตรได้ จึงต้องมีการจัดระเบียบใหม่ ส่วนปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างที่ชาวบ้านเกรงจะเกิดผลกระทบ พบว่า น้ำยาที่นำมาล้างผลกล้วยเป็นยาป้องกันเชื้อรา ส่วนการเก็บตัวอย่าง ดิน น้ำ และกล้วยหอม ไปตรวจสอบพบว่า ผลกล้วยนั้น ไม่มีสารเคมีอันตรายแต่อย่างใด ส่วนผลการตรวจดินและน้ำ ตลอดถึงการตัดต่อด้านพันธุกรรมหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการรอรับฟังผล เรื่องของสวนกล้วยหอมแห่งนี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หลายหน่วยงานทั้งในพื้นที่ จ.เชียงราย และจากส่วนกลาง เข้าแนะนำให้สวนกล้วยทำการเกษตรระบบ GAP เพื่อควบคุมการผลิต และช่วยดูปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในปี 2560 มีโครงการจะสร้างฝายในแม่น้ำอิง 4 แห่ง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาวสวนกล้วยหอมจีนกว่า2พันไร่ ใช้น้ำแม่น้ำอิง ทั้งที่ประสบภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก

บริษัทจีนเช่าที่ดินที่เชียงรายปลูกกล้อยหอมส่งออก แอบสูบน้ำจากแม่น้ำอิง จนรัฐบาลต้องไปแก้ไข ในภาวะแล้งหนัก

ที่มา>>>Thairath

เครื่องปลูกสับปะรดมาแว้ว! กรมวิชาการฯ จัดให้ 7 ปีคืนทุน

นายวุฒิพล จันทร์สระคู วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมวิชาการเกษตร เผยว่า ด้วยสับปะรดพืชเศรษฐกิจของบ้านเราปลูกได้ตลอดปี ปัจจุบันประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการปลูกด้วยมือไม่มีความสม่ำเสมอ ทำให้เกิดโรคเน่าเสียได้ง่าย กรมวิชาการเกษตรได้ทำ

วิจัยและพัฒนาต้นแบบเครื่องปลูกสับปะรดแบบพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง 39-50 แรงม้าขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้แล้วเป็นเครื่องปลูกสับปะรดแบบพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ ขั้นตอน การทำงานต้องใช้หน่อสับปะรดที่ตัดยอดแล้วยาว 30-50 ซม. ปลูกได้ 2 แถวคู่ ห่างกัน 50 ซม. ระยะระหว่างต้น 30-40 ซม. มีกระบะบรรจุหน่อได้ข้างละ 200 หน่อ อุปกรณ์ป้อนลำเลียงทำจากท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่า ศูนย์กลาง 4 นิ้ว ใช้ล้อขับเคลื่อนส่งกำลังผ่านชุดเฟืองขับอุปกรณ์ป้อนลำเลียงหน่อ โดยมีตัวเปิดร่องปลูกเป็นแบบขาไถ ป้อนส่งหน่อสับปะรดผ่านท่อปล่อยหลังตัวเปิดฝนร่อง แล้วกลบดินโคนหน่อด้วยใบปาดกลบดิน โดยมีคนขับแทรกเตอร์ 1 คน ใช้คนป้อนหน่อ 2 คนนายวุฒิพล เผยถึงผลการทดลองปลูกในพื้นที่ จ.เพชรบุรี, หนองคาย และขอนแก่น ความสามารถทำงานอยู่ระหว่าง 0.41-0.63 ไร่ต่อชั่วโมง สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 2.08-2.15 ลิตรต่อไร่ ประสิทธิภาพการปลูกแล้วรอด 95.50-96.05% ในความลึก 14.92-16.20 ซม. และสามารถปลูกหน่อให้มีความเอียงได้ตั้งแต่ 49.01-72.02 องศา จากแนวระนาบ เพราะการปลูกในฤดูฝน น้ำมักจะท่วมขังคอยอดใบทำให้เกิดโรคเน่า เลยต้องออกแบบให้เครื่องสามารถปลูกหน่อสับปะรดเอียงได้ เพื่อน้ำจะไหลออกไม่ขังเกษตรกรที่ต้องการจะซื้อเครื่องนี้ไปใช้ ควรมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 58 ไร่ขึ้นในระยะเวลา 7 ปี จะคุ้มทุนกว่าจ้างแรงงานปลูก เพราะต้นทุนการปลูกเฉลี่ยจะอยู่ที่ 731 บาทต่อไร่ในขณะที่จ้างแรงงานปลูกมีค่าใช้จ่าย 880 บาทต่อไร่ ทำให้ต้นทุนลดลงไปประมาณ 149 บาทต่อไร่

ล่าสุดเครื่องปลูกสับปะรดแบบพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ต้นแบบในระดับเกษตรกร มีพิมพ์เขียวสำหรับถ่ายทอดให้แก่โรงงานผลิตเครื่องจักรกลเกษตรไปพัฒนาและผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สอบถามข้อมูล ได้ที่ 0-4325-5038, 08-9072-2155.

ที่มา>>>Thairath

ทองเปิดตลาดพุ่ง 150 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,900

ราคาทองเปิดตลาด เพิ่มขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,102.16 ขายออกบาทละ 20,900 บาท …

วันที่ 5 เม.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ราคาเพิ่มขึ้น 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,102.16 บาท ขายออกบาทละ 20,900.00 บาท

ที่มา>>>Thairath

ราคาทองปรับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณขายออก 21,300 บาท

ทองคำ

สมาคมค้าทองคำประกาศราคารับซื้อ ขาย ทองคำประจำวันที่ 14/03/2559 เวลา 09:33 น. ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้นจากราคาปิดวันเสาร์ 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อ 20,800.00 บาท ขายออก 20,900.00 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อ 20,496.32 บาท ขายออก  21,300.00 บาท

ที่มา>>>sanook