ไฟไหม้บ้าน! ยายพาตาป่วยอัมพฤกษ์หนีตาย ทรัพย์สิน-เสื้อผ้าโดนไฟเผาไม่เหลือสักชิ้น!!

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายทรงวุฒิ ปะทิรัมย์ นายกอบต.ลุมปุ๊ก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุไฟไหม้บ้านของนายเดีย วงเวียน อายุ 63 ปีซึ่งป่วยเป็นอัมพฤกษ์ และนางสวัสดิ์ วงเวียน อายุ 64 ปีภรรยา ที่บ้านหนองทะลอก หมู่ 4 ต.ลุมปุ๊ก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จึงประสานรถดับเพลิงเทศบาลตำบล รุดไปฉีดน้ำดับไฟ

เมื่อไปถึงพบไฟกำลังโหมลุกไหม้ชั้น 2 ของตัวบ้านที่สร้างด้วยไม้อย่างรุนแรง แล้วลุกลามไปไหม้บ้านอีกหลังที่อยู่ติดกัน โดยมีชาวบ้านช่วยกันนำภาชนะใส่น้ำมาช่วยดับไฟอย่างโกลาหล เจ้าหน้าที่จึงระดมฉีดน้ำดับไฟอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบ แต่ไฟเผาบ้านทั้ง 2 หลังเสียหายทั้งหมดนางสวัสดิ์ เล่านาทีไฟไหม้ว่า ก่อนเกิดเหตุตนและสามีอยู่ชั้นล่าง จู่ๆก็เกิดไฟไหม้บนชั้น 2 พยายามจะขึ้นไปดับไฟแต่ก็ไปไม่ไหวเพราะอายุมากแล้ว จึงรีบพาตาที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์หนีตายออกมาจากบ้าน แล้วตะโกนเรียกให้เพื่อนบ้านมาช่วยกันดับไฟ แต่ก็ดับไม่ทันไฟไหม้บ้านเผาทรัพย์สินทั้งหมดไม่มีอะไรเหลือเลย รวมทั้งเงินสด 13,000 บาท ที่ซ่อนไว้ใต้ที่นอนซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้าย แม้กระทั่งผ้าไหมที่เก็บสะสมไว้เป็นสมบัติก็ถูกไหม้เสียหายด้วย อยากวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐหรือผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือเพราะตนกับสามีมีอาชีพทำนา ส่วนลูกหลานก็แยกย้ายไปมีครอบครัวหมดแล้วขณะที่นายกอบต.ลุมปุ๊ก กล่าวว่า จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เบื้องต้นอบต.ลุมปุ๊ก ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย พร้อมตั้งเต็นท์รับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือทั้ง 2 ครอบครัวที่ประสบภัยดังกล่าว ซึ่งขณะนี้มีคณะครู อาจารย์ ชาวบ้านใกล้เคียงรวมถึงผู้มีจิตศรัทธานำเงินและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น มาบริจาคช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์อีกครั้ง ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร โดยตำรวจจะได้ตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

ที่มา>>>ข่าวสด

อุกอาจมาก!! โจรบุกปล้นเหยื่อสาวในตู้เอทีเอ็ม บังคับถอดเสื้อผ้าหมด (คลิป)

14707270591470735215l   เว็บไซต์ ซีซีทีวี ของทางการจีนเผยแพร่ภาพกล้องวงจรปิดเหตุชิงทรัพย์อย่างอุกอาจในเมืองลี่หยาง มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน เมื่อวันที่ 8 ส.ค. โดยคนร้ายสวมหมวกกันน็อกสีดำและเสื้อกันฝนสีชมพูหลบซ่อนตัวอยู่ใกล้ตู้เอทีเอ็มนาน 1 ชม. กระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งถือเงินสดเพื่อนำเข้าฝากตู้เอทีเอ็ม คนร้ายจึงวิ่งตามไปประกบตัว

 โดยผู้หญิงฝากเงินแล้วและไม่มีเงินในมืออีก คนร้ายจึงบอกให้ผู้หญิงถอดเสื้อคลุมแล้วค้นร่างกาย แต่ไม่พออะไร โชคดีคนร้ายปล่อยตัวผู้หญิงก่อนหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ขณะนี้คนร้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมนำส่งโรงพักได้แล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด

พยาบาลสาวผวาหนัก โดนโจรหื่นงัดบ้านเข้าปลุกปล้ำ แต่ตะโกนร้องให้คนช่วยเลยรอดหวุดหวิด

หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุ คนร้ายหื่นวัย 24 ปีดักถีบรถจักรยานยนต์ผู้ช่วยพยาบาลสาววัย 29 ปี ก่อนจะฉุดกระชากลากเหยื่อไปข่มขืน และทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในเวลาต่อมา       ล่าสุดวันที่ 26 ก.ค. เกิดเหตุคนร้ายงัดหน้าต่างบ้านของน.ส.สุกัลยา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี พยาบาลวิชาชีพ โดยบ้านตั้งอยู่ที่ต.ไทยสามัคคี อ.หนองหงส์ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ก่อนจะเข้าไปรื้อค้นขโมยเอาทรัพย์สินทั้งเงินสด ทองคำรูปพรรณ และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง  หลังได้ทรัพย์สินแล้วคนร้ายยังพยายามจะเข้าไปข่มขืนพยาบาลสาวที่นอนอยู่กับลูกในห้อง แต่เหยื่อได้ต่อสู้ขัดขืนจึงถูกทำร้ายร่างกายจนปากแตก และมีรอยฟกช้ำตามแขน โดยพยาบาลสาวยังเผยด้วยว่าขณะคนร้ายพยายามจะขืนใจก็มีอาการสะลืมสะลือคล้ายกับถูกวางยา จึงร้องตะโกนให้ยายซึ่งนอนอยู่อีกห้องช่วยเหลือ ทำให้คนร้ายตกใจจึงรีบวิ่งออกจากห้องนอนแล้วกระโดดออกทางหน้าต่าง ก่อนจะหลบหนีไปพร้อมเงินสด ทองคำรูปพรรณ และมือถือ 3 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 บาทหนีลอยนวล    เหตุการณ์ดังกล่าวแม้พยาบาลสาวจะรอดพ้นเงื้อมือของโจรได้ แต่ก็สร้างความหวาดกลัวให้กับเหยื่อเป็นอย่างมาก เพราะขณะเกิดเหตุมีแต่ผู้หญิงและเด็กอยู่บ้าน เนื่องจากสามีไปทำงานต่างจังหวัด   ประกอบกับก่อนหน้านี้ก็พึ่งมีข่าวคนร้ายดักข่มขืนและทำร้ายร่างกายผู้ช่วยพยาบาลสาวก็พยาบาลระมัดระวังตัวแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีคนร้ายบุกเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์สินทั้งพยายามจะขืนใจถึงภายในบ้านโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย  น.ส.สุกัลยากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ยังรู้ตกใจและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่คาดคิดว่าจะเกิดกับตนเอง ทั้งที่ก็ได้ระมัดระวังตัวแล้ว และคาดว่าคนที่ก่อเหตุน่าจะเป็นคนที่รู้ความเคลื่อนไหวของตนเอง เพราะก่อนเกิดเหตุ 2–3 วันก็ได้ยินคล้ายมีคนพยายามจะงัดหน้าต่างห้องนอนของตนเอง แต่พอเปิดไฟออกมาดูก็ไม่เป็นใครกระทั่งมาเกิดขึ้น จึงทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเกรงคนร้ายจะกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก จึงได้โทรศัพท์ให้สามีรีบกลับมาบ้าน พร้อมจะทำการซ่อมแซมประตู หน้าต่างบ้านให้แข็งแรงกว่าเดิมด้วย ทั้งได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วด้วย

ภายหลังเหยื่อได้เข้าแจ้งความ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามาตรวจสอบเก็บรอยนิ้วมือแฝงคนร้าย ยังบ้านที่เกิดเหตุแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย  เพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำอีก

ที่มา>>>ข่าวสด

ลุยปิดล้อมบ้าน!! จับหนุ่มในคลิปฮือทำร้ายตำรวจ-ชิงตัวพี่สาว เจ้าแม่ยาบ้า

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา นำกำลังเข้าล่อซื้อ จับกุมตัว น.ส.จอย โตมีเฉลิม อายุ 37 ปี เอเย่นต์ยาบ้าได้พร้อมของกลางยาบ้า 220 เม็ด ภายในชุมชนวัดตะไกร ม.2 ต.คลองสระบัว อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างการตรวจค้นถูกกลุ่มเครือข่ายยาบ้าและชาวบ้านในชุมชน 30 คน รุมปิดล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้อาวุธมีดไม้ ทำร้ายร่างกาย ทุบรถเจ้าหน้าที่ตำรวจชิงตัวผู้ต้องหาไปทั้งที่ใส่กุญแจมือ พร้อมกับเงินสดจำนวน 9,000 บาท หลบหนีไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 14 ก.ค. พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กว่า 50 นาย เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้น บ้านเป้าหมายบุคคลที่ปรากฏภาพในคลิปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกภาพไว้ได้

จากการตรวจค้นสามารถจับกุมตัวนายศักดิ์ชัย โตมีเฉลิม อายุ 35 ปี น้องชาย ของ น.ส.จอย และ นายเอ อายุ 15 ปี เป็นคนที่ร่วมในเหตุการณ์ปิดล้อม ใช้อาวุธมีดและไม้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจปัสสาวะกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณ ที่เกิดเหตุ จำนวน 20 คน มาทำการตรวจปัสสาวะ พบมีสารเสพติด จำนวน 6 คน นำไปบำบัด จากการตรวจค้น พบว่ากลุ่มที่เข้ามาปิดล้อมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้หลบหนีออกจากพื้นที่ไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป นายศักดิ์ชัย อ้างว่า เป็นบุคคลที่อยู่ในคลิปวิดีโอ ครั้งแรกไม่ทราบว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คิดว่าเป็นแก๊งเงินกู้มาทำร้ายพี่สาวจึงจะเข้าไปช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันการจับกุมได้แสดงตัวทุกขั้นตอนและในระหว่างที่จับกุมและเกิดเหตุการณ์ได้พยายามบอกหลายครั้งแล้วว่า เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ส่วนการติดตามตัว น.ส.จอย พบว่าได้หลบหนีออกไปนอกพื้นที่แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามหาแหล่งที่ซุกซ่อนตัว เตรียมออกมายจับ เครือข่ายยาบ้า และผู้ที่ร่วมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 4 คน ประกอบด้วยนางสาวจอย โตมีเฉลิม เจ้าของยาฯ นายสมคิด ดอกไม้ทอง อายุ 40 ปี สามีนางสาวจอย นายประมวล โตมีเฉลิม อายุ 40 ปี (คนถือมีดในคลิป) และนายศักดิ์ชัย โตมีเฉลิม อายุ 35 ปี (คนที่เอาก้อนหินปาใส่ตำรวจ) ซึ่งขณะนี้กำลังสอบสวนเพื่อขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับ

ที่มา>>>ข่าวสด

สาวอุ่นใจ!! เห็นจยย.ขับตามยามดึก-แทบช็อกเพื่อนร่วมทาง ชักปืนจี้ซะงั้น

 เมื่อเวลา 00.10 วันที่ 27 มิ.ย. พ.ต.ท.วุฒิพงษ์ สมใจ รองผกก.ปป.สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุจี้ชิงทรัพย์ เหตุเกิดบริเวณปากซอยชัยพรวิถี 25 ม.2 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้ง จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจเขต และเจ้าหน้าที่ตำรวจอาสารุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุริมถนนชัยพรวิถี พบ 2 แม่บ้านสาว ทราบชื่อ คือ น.ส.จีระนัย เรืองรุ่ง อายุ 33 ปี และ น.ส.อัฒชฎาพร รักงาน อายุ 35 ปี อยู่ในอาการตกใจ และหวาดผวา ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าถูกคนร้ายสองคน เป็นชายวัยรุ่นอายุประมาณ 18-20 ปี ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้หยุดรถ ก่อนชิงเอากระเป๋าสะพายภายในมีเงินสดจำนวน 2,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุงจำนวน 1 เครื่อง แล้วซิ่งจักรยานยนต์หลบหนีมุ่งหน้าไปตามถนนชัยพรวิถีมุ่งหน้าฟาร์มจระเข้ เจ้าหน้าที่จึงวิทยุสกัดจับตามจุดต่างๆ ที่คาดว่าคนร้ายน่าจะหลบหนีผ่านไป แต่ก็ยังไร้ร่องรอย

โดย น.ส.จีระนัย (เจ้าของทรัพย์สิน) เล่าอีกว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนเองทั้งสองได้ขับขี่จักรยานยนต์ มุ่งหน้ากลับที่พัก ได้สังเกตว่ามีรถจักรยานยนต์ขับขี่ตามมา ตนเองไม่คิดว่าจะมีเหตุร้าย กลับคิดว่าอุ่นใจด้วยซ้ำที่มีเพื่อนร่วมทาง หากเกิดเหตุร้ายจะได้ขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรเมื่อเพื่อนร่วมทางขับขี่เข้ามาประกบ พร้อมชักปืนจ่อมาทางตนทั้งสองสั่งให้หยุดรถแล้วบังคับเอาทรัพย์สิน ด้วยความกลัวจึงรีบส่งให้ ก่อนหนึ่งในคนร้ายจะดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ของตนติดมือไปด้วย ปล่อยทิ้งให้ตนทั้งสองอยู่ในความมืดข้างทาง หลังเกิดเหตุ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว เบื้องต้น พ.ต.ท.วุฒิพงษ์ สมใจ รองผกก.ป.สภ.หนองปรือ ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่หาเบาะแสคนร้าย พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุและตามถนนทุกเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายอาจจะหลบหนีผ่านไป เชื่อว่าน่าจะได้เบาะแสนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร็วที่สุด

ที่มา>>>ข่าวสด

ทลายบ่อนกลางตลาดที่พรหมพิราม พบอุปกรณ์เล่นพนัน-เงินสดกว่า 2 แสน

ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง สนธิกำลังบุกทลายบ่อนใหญ่ใจกลางตลาดหนองตม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ได้ของกลางสำหรับเล่นการพนันจำนวนมาก พร้อมเงินสดกว่า 2 แสนบาท แจ้ง 4 ข้อหาหนักเจ้าของบ้าน คุมดำเนินคดี …

ช่วงเย็นวันที่ 1 มิถุนายน 2559 พลตรีนพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 610 หมู่ 1 ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านปูนชั้นเดียว กลางตลาดหนองตม เปิดเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ พบของกลางเป็นอุปกรณ์การเล่นการพนันหลายประเภท พร้อมเงินสดกว่า 2 แสนบาทจากการตรวจค้น พบผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่ในจุดเกิดเหตุ 13 ราย แต่มีเพียง 4 ราย ที่รับสารภาพว่ามีการเล่นการพนันรัมมี่ อีก 8 รายรับว่ามาดูและเล่นสนุกเกอร์เท่านั้น โดยบ้านหลังดังกล่าวมี นายชูเกียรติ ขุมพงษ์ อายุ 52 ปี รับเป็นเจ้าของบ้าน จากการตรวจค้นพบ อุปกรณ์การเล่นการพนันหลายชนิด อาทิ ไพ่ 9 ไพ่นกกระจอก โต๊ะสนุ๊ก โพยหวยใต้ดิน สัญญาเงินกู้ยืม โฉนดที่ดิน จำนวนมาก พร้อมอาวุธปืน และเครื่องกระสุน นอกจากนี้ยังพบเงินสดอีก กว่า 2 แสนบาท

พลตรีนพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 กล่าวว่า ตามที่ทางรัฐบาลได้มีคำสั่งให้กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จึงได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และฝ่ายปกครอง ซึ่งได้รับแจ้งมาว่าบ้านหลังดังกล่าว ที่มี นายชูเกียรติ ขุมพงษ์ เป็นเจ้าของบ้าน ได้มีการเปิดเป็นบ่อนการพนันขนาดใหญ่ จึงได้สนธิกำลังร่วมกับหลายฝ่ายเพื่อทำการบุกจับ ก็พบของกลางและผู้อยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 13 ราย แต่มีเพียง 4 ราย ที่ยอมรับสารภาพว่าเล่นการพนันจริง จึงแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 4 ราย คือร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน (รัมมี่) โดยผิดกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาตส่วนนายชูเกียรติ ขุมพงษ์ เจ้าของบ้าน แจ้ง 4 ข้อหาหนัก คือ จัดให้มีการเล่นการพนัน/ประกอบกิจการออกเงินกู้เกินกว่ากฎหมายกำหนด เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบ และจัดให้มีการการพนันสนุกเกอร์ ส่วนอีก 8 ราย ได้มีคำสั่งให้คุมตัวไว้ก่อน และจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เข้าทำการตรวจค้นที่บ้านพักของแต่ละราย ว่ามีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากมีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า บ้านหลังดังกล่าวเคยถูกตรวจค้นและทำการตักเตือนการกระทำความผิดไปแล้วหลายครั้งแต่ก็ยังไม่หยุด ที่สำคัญอยู่ในเขตชุมชนใจกลางตลาดนับว่ากระทำการที่อุกอาจมาก ส่วนตัวนายชูเกียรติ ขุมพงษ์ เจ้าของบ้าน เคยถูกดำเนินคดีข้อหารับพนันฟุตบอลโลกมาแล้ว หลังจากพ้นคดีก็ยังกลับมาทำธุรกิจผิดกฎหมายอีก.

ที่มา>>>Thairath

ฆ่าเปลือย ชิงทรัพย์สาวใหญ่ขับสามล้อเครื่องที่อุดรฯ

ฆ่าเปลือยชิงทรัพย์สาวใหญ่ขับสามล้อเครื่องรับจ้าง ศพขึ้นอืดหนอนไต่ยั้วเยี้ย หมกป่าละเมาะ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ตร.คาดถูกลวงมาฆ่าชิงทรัพย์ เหตุทองคำ-เงินสด-โทรศัพท์มือถือหายไป ส่วนถูกข่มขืนหรือไม่ ต้องรอผลชันสูตร

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม ร.ต.อ.วราเทพ โลทัง รอง สว.สอบสวน สภ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งพบศพผู้หญิงเปลือย ที่ป่าละเมาะ บ้านเทพประทาน ต.น้ำโสม จึงพร้อมด้วย พ.ต.ท นัฐเชษฐ โคตรนาม รอง ผกก.ป สภ.น้ำโสม ตำรวจสืบสวน แพทย์เวร รพ.น้ำโสม เจ้าหน้าที่กู้ภัยทางหลวงน้ำโสม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างเมธาธรรมน้ำโสม รุดไปตรวจสอบ

นาฬิกาข้อมือ หลักฐานของคดีฆ่าชิงทรัพย์สาวใหญ่ขับสามล้อเครื่อง ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นป่าละเมาะริมทาง อยู่ห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ 300 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าจากถนนเข้าไปประมาณ 200 เมตร พบศพ นางสมปอง พระสลัก อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ 3 ต.ศรีสำราญ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี สภาพศพเปลือยไม่สวมเสื้อผ้า นอนหงายหน้าขึ้นอืด มีแมลงและหนอนไต่ตามร่างกาย ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ

จากการชันสูตร พบมีบาดแผลถูกทุบด้วยของแข็งทั่วใบหน้า ตามร่างกายไม่มีบาดแผล พบนาฬิกาข้อมือ และรองเท้าผู้ตายตกอยู่ใกล้ศพ ห่างไปประมาณ 20 เมตร พบรถสามล้อเครื่องของผู้ตายจอดอยู่ แพทย์ระบุเสียชีวิตเนื่องจากถูกของแข็งทุบบริเวณใบหน้า ประมาณ 2 วัน นำศพไปชันสูตรหาร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ที่ รพ.น้ำโสม

รองเท้าพร้อมคราบเลือด คาดเป็นของผู้ตาย อยู่ในจุดเกิดเหตุ จนท.ตร.เก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวน นายวิเชียร วิชัย อายุ 53 ปี สามีผู้ตาย ให้การด้วยน้ำตานองหน้า ว่า ผู้ตายมีอาชีพขับสามล้อเครื่องรับจ้าง เบอร์ 13 อยู่บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาล ตำบลนางัว อ.น้ำโสม ค่ำวันที่ 20 พฤษภาคม ผู้ตายไม่กลับบ้านตามปกติ ตนเห็นผิดสังเกตจึงไปสอบถามเพื่อนสามล้อเครื่องด้วยกัน ทราบว่า ช่วงบ่ายได้มีผู้โดยสารเป็นชาย อายุประมาณ 30 ปี มาว่าจ้างให้ผู้ตายไปส่งที่บ้านเทพประทาน ตกลงราคา 180 บาท ผู้ตายตกลงไปส่งผู้โดยสาร จากนั้นติดต่อไม่ได้อีกเลย พอตื่นเช้าตนได้ไปแจ้งความคนหายที่ สภ.น้ำโสม กระทั่งมาพบเป็นศพถูกฆ่าตาย

ร.ต.อ.วราเทพ โลทัง รอง สว.สอบสวน สภ.น้ำโสม สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ผู้ตายถูกลวงมาฆ่าชิงทรัพย์ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้ตายหายไป มีสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึงเงินสด ประมาณ 1,000 บาท โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า 1 เครื่อง ส่วนการข่มขืนจะต้องรอให้แพทย์ตรวจชันสูตรก่อน จึงจะทราบว่าผู้ตายถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ ตำรวจจะได้ออกสืบสวนหาคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>Thairath