แม่ยอมสละตับ-ไต เพื่อต่อชีวิตลูกชายวัย 4 ขวบที่ป่วยใกล้ตาย

เว็บไซต์เมโทรของอังกฤษรายงานเรื่องราวของ นางซาราห์ ลามอนต์ แม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสาม จากเมืองแบลลีมีนา ไอร์แลนด์เหนือ ประเทศอังกฤษ ที่ตัดสินใจบริจาคตับและไตข้างหนึ่งของตัวเอง เพื่อรักษาชีวิตของ โจ ลูกชายวัย 4 ขวบ เอาไว้ด.ช.โจเกิดมาพร้อมภาวถุงน้ำในไต ซึ่งเป็นสาเหตุให้อวัยวะขยายตัวและสร้างความเสียหาย ทำให้วันเกิดของลูกชายในไม่กี่สัปดาห์หายไป และต้องอยู่กับการฟอกไตเพื่อรักษาชีวิต แต่ปีที่แล้ว แพทย์วินิจฉัยว่ายังสร้างความเสียหายให้กับตับ และมีอันตรายจากภาวะเลือดออกจนตายได้นางซาราห์ทนกับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล 8 ชั่วโมง โดยแพทย์ผ่าหน้าท้องจากหน้าอกลงมาถึงสะดือแล้วผ่าตัดชิ้นส่วนของตับ 1 ใน 3 น้ำหนัก 310 กรัม ออกมา จากนั้น ทางโรงพยาบาลรีบส่งตับไปที่โรงพยาบาลเด็กห่างออกไป 4 กิโลเมตร โดยแพทย์รอรักษาด.ช.โจ และปลูกถ่ายสำเร็จเพียงชั่วโมงเดียวก่อนหน้านี้ เพียง 3 วัน หลังการผ่าตัดไต นางซาราห์ได้ลุกจากเตียงคนไข้และนั่งแท็กซี่ในสภาพชุดนอนเพื่อไปอยู่ข้างลูกชาย แม้จะต้องเจ็บแผลผ่าตัดมากแต่ก็ไม่รู้สึกเสียใจ“ระหว่างสูดยาสลบก่อนผ่าตัด ดิฉันไม่คิดว่าจะรักษาชีวิตโจได้ และเป็นไปได้ว่าจะต้องปล่อยให้ลูกๆ เป็นเด็กกำพร้า หากเกิดเสียชีวิตจากการบริจาคอวัยวะ แต่โชคดีที่ร่างกายลูกชายยอมรับตับของดิฉัน นี่เป็นเพียงก้าวแรก และยังผ่าตัดปลูกถ่ายไตอีก จะได้มีชีวิตเหมือนเด็กวัย 4 ขวบ คนอื่นสักที”

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มชนราวสะพานกระเด็นจมคลอง ชาวบ้านชี้แท็กซี่หยิบกระเป๋าสตางค์ไปหลังเกิดเหตุ

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 16 ก.ย. ร.ต.อ.อารัทธ์ รักษาวงศ์ รอง สว.(สอบสวน) สน.เพชรเกษม รับแจ้งอุบัติเหตุรถ จยย.เสียหลักชนราวสะพานข้ามคลองภาษีเจริญ ถนนบางแค แขวงและเขตบางแค กทม.จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่เกิดเหตุบริเวณกลางสะพานดังกล่าว พบมีชาวบ้านยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีขาว หมายเลขทะเบียน 5 กฒ-787 กรุงเทพฯ ล้มคว่ำอยู่ในสภาพกระจกมองข้างหลุด กระจังหน้าแตก ด้านข้างตัวถังฝั่งขวามีรอยขูดถลอก ส่วนผู้ขับขี่กระเด็นตกลงคลองจมหายไป จึงประสานนักประดาน้ำจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงงมหาร่างโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จนพบศพนายณัฐวุฒิ หุ่นเก่า อายุ 24 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดสีดำ นุ่งกางเกงขาสั้นสีเหลือง

จากการสอบสวนนายวิโรจน์ หุ่นเก่า อายุ 59 ปี พ่อผู้ตายให้การว่า ลูกชายไม่ได้ทำงานที่ไหนแต่ช่วยงานครอบครัวอยู่ ก่อนเกิดเหตุลูกชายออกจากบ้านไปดื่มเหล้ากับเพื่อนที่ย่านบางแค จากนั้นก็มีคนมาบอกว่าลูกชายประสบอุบัติเหตุรถชนราวสะพานแล้วตกลงไปในคลองก่อนจมหายไป จึงรีบออกมาดู ซึ่งจากการสอบถามคนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุไม่มีใครเห็นว่า ลูกชายถูกรถคันอื่นชนแล้วกระเด็นตกลงไปในคลองหรือล้มคว่ำเองแล้วตกลงไป มีแต่คนเห็นว่ามีคนขับแท็กซี่เก็บกระเป๋าสตางค์ลูกชายไป

ด้าน ร.ต.อ.อารัทธ์ กล่าวว่า จากการสอบสวนพยานเบื้องต้นไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ต้องตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกที่เกิดอีกครั้งว่า ผู้ตายถูกรถคันอื่นเฉี่ยวชนจนกระเด็นตกลงไปในคลองจนจมน้ำเสียชีวิตหรือ เป็นอุบัติเหตุล้มคว่ำจนตกลงไปเอง อย่างไรก็ตามจะส่งศพผู้ตายไปชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

แท็กซี่น้ำใจงามเก็บกระเป๋าเป้มีเงิน 8 แสนคืนนักธุรกิจหนุ่มชาวญี่ปุ่น

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่สน.บุปผาราม พ.ต.อ.พิทักษ์ ปัญญาพร ผกก.สน.บุปผาราม พ.ต.ท.ดร.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว รอง ผกก.สส.สน.บุปผาราม พ.ต.ต.สมมาตร วงษ์ดี สว.สส.สน.บุปผาราม ร่วมเป็นพยานในการส่งมอบทรัพย์สินคืนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น โดยนายธนกฤต เฮงนิรันดร์ อายุ 40 ปี ชาวจ.นครปฐม อาชีพขับแท็กซี่ นำกระเป๋าเป้สีเขียว ภายในบรรจุเงินสกุลเยน จำนวน 800,000 เยน หรือประมาณ 270,000 บาทไทย คอมพิวเตอร์แมคบุ๊ก 1 เครื่อง เสื้อกีฬา 16 ตัว และเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง มาส่งมอบให้แก่ นายเคชิ โกบายาชิ อายุ 29 ปี นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ซึ่งลืมทิ้งไว้ในกระโปรงหลังรถของนายธนกฤต ตั้งแต่เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ดร.ปราโมทย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายเคชิเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจชุดกีฬายี่ห้อ LACROSSE TOKYO แบรนด์ดังในประเทศญี่ปุ่น เดินทางมาท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจในประเทศไทยพร้อมเพื่อนอีก 1 คน โดยเช่าพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านถนนรัชดา (ท่าพระ-ตากสิน) กระทั่งเวลาประมาณ 12.30 น. วันที่ 24 มิ.ย. นายเคชิและเพื่อน ต้องไปธุระที่ซอยเจริญนคร 70 จึงเรียกรถแท็กซี่ส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีเขียวเหลือง ทะเบียน 1 มก5026 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมี นายธนกฤตเป็นโชเฟอร์ จากหน้าคอนโดมิเนียมให้ไปส่งยังจุดหมาย แต่ด้วยความที่มีสัมภาระจำนวนมาก จึงลืมกระเป๋าเป้ใบดังกล่าวที่มีทรัพย์สินทั้งเงินสด คอมพิวเตอร์ และเสื้อกีฬา เอาไว้ที่กระโปรงด้านท้ายรถ หนำซ้ำเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว นายเคชิและเพื่อน ยังจดจำทะเบียนรถไม่ได้ จำได้แค่รถดังกล่าวมีสีเขียวเหลืองเท่านั้น จึงตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความของหายเอาไว้ที่ สน.บุคคโล เพื่อเป็นหลักฐานเอาไว้หากมีใครนำกระเป๋ามาส่งคืน
 ขณะที่ทาง สน.บุคคโล ก็ประสานมายังฝ่ายสืบสวน สน.บุปผาราม ให้ช่วยดูกล้องวงจรปิดจากห้องควบคุมของโรงพัก เพื่อหาทะเบียนรถแท็กซี่คันดังกล่าว เผื่อแล่นผ่านกล้องในช่วงเวลาที่ลืมของ โดยผลจากการไล่ดูกล้องปรากฏว่า สามารถจับภาพรถแท็กซี่คันนี้ได้จริงๆ เมื่อตำรวจติดต่อไปที่นายธนกฤต เจ้าของรถ ได้ความว่านำกระเป๋าดังกล่าวไปฝากไว้ที่กองกำกับทางตำรวจท่องเที่ยว บริเวณถนนราชดำเนินและลงบันทึกประจำวันเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะนำไปคืนผู้โดยสารได้อย่างไร ประกอบกับไม่มีเอกสารอะไรที่สามารถยืนยันตัวเจ้าของได้เลย กระทั่ง ร.ต.อ.อนันต์ สว่างอัมพร รอง สว.สส.สน.บุปผาราม ไปตรวจสอบกับทางตำรวจท่องเที่ยว ก็พบมีการฝากกระเป๋าเอาไว้จริง อยู่ระหว่างประสานหาตัวเจ้าของมารับคืน จึงถือโอกาสนัดหมายให้ นายธนกฤต มาพบ นายเคชิ เพื่อส่งมอบกระเป๋ากันด้วยตนเองในวันนี้
นายเคชิ กล่าวว่า ตนค่อนข้างมั่นใจว่าจะต้องได้กระเป๋าคืนอย่างแน่นอน เพราะเชื่อว่าคนไทย มีน้ำใจไม่แพ้ชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะถ้าอยู่ในประเทศญี่ปุ่น หากลืมของเอาไว้ก็จะต้องได้คืน จึงยอมเลื่อนกำหนดการบินกลับประเทศ เพื่อรอรับทรัพย์สินของตัวเองและได้มอบเงินสด 5,000 บาท ให้เป็นสินน้ำใจด้วยที่เก็บกระเป๋าไว้ให้ พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ช่วยกันประสานงานจนได้ทรัพย์สินทั้งหมดคืนในสภาพเดิม
นายธนกฤต กล่าวว่า ในวันที่ขับรถไปรับ นายเคชิกับเพื่อนนั้น มีกระเป๋าสัมภาระมาด้วยจำนวนหลายใบ ซึ่งตนก็เปิดฝากระโปรงด้านหลังให้เก็บ พอไปส่งถึงจุดหมายคิดว่าผู้โดยสารได้เอากระเป๋าลงไม่หมดและตนก็ไม่ได้ลงไปตรวจสอบ ผ่านไปหลายวัน จนกระทั่งกลางดึกคืนวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตนกำลังล้างทำความสะอาดรถพบกระเป๋าดังกล่าวอยู่ในกระโปรงหลังรถ จึงรีบออกจากบ้านเช่าย่านนางเลิ้งนำไปส่งมอบไว้ให้กับตำรวจท่องเที่ยว ที่ถนนราชดำเนินเพื่อให้ประสานเจ้าของมารับคืนทันที โดยที่ตนไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินแต่อย่างใด

ที่มา>>>ข่าวสด

แท็กซี่สารภาพ!! ลวนลามผู้โดยสารสาว จนท.ดำเนินคดีทั้งคนขับ-ผู้ประกอบการ(คลิป)

วันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุกรี จารุภูมิ ผู้อำนวยการกองตรวจการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า จากกรณีมีข่าวผ่านสื่อออนไลน์ กรณีเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีคนขับรถแท็กซี่ หมายเลขทะเบียน ทม 5960 กรุงเทพมหานคร มีพฤติกรรมแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ(ในลักษณะลามก) กับผู้โดยสาร โดยเหตุเกิดขณะผู้โดยสารใช้บริการจากซอยสุขุมวิท 11 เพื่อไปซอยอ่อนนุช 46 นั้น กรมการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงร่วมกับผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พ.ต.ท.สรรเพชร สุวรรณไตร พอสรุปรายละเอียดได้ว่า

คนขับรถคันก่อเหตุ ทราบชื่อ คือ นายสมชาย โดยตรวจพบว่า ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะสิ้นอายุแล้ว จากการสอบข้อเท็จจริง ผู้ขับรถให้การยอมรับว่า ได้กระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา นายสุกรี กล่าวด้วยว่า กรณีดังกล่าว ขบ. ได้ดำเนินการ 1.เปรียบเทียบปรับผู้ประกอบการตามมาตรา5(15),58 ฐานไม่จัดส่งประวัติผู้ขับรถ โดยเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1,000 บาท 2.เปรียบเทียบปรับผู้ขับรถตามมาตรา 5(15),58/1 ฐานทำการอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล หรือ กระทำการลามกอย่างอื่น ในอัตราโทษสูงสุดเป็นเงิน 5,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตผู้ขับรถเป็นเวลาหกเดือน

และ 3.เนื่องจากผู้ประกอบการยินยอมให้ผู้ขับรถที่ใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุมาขับรถ ซึ่งการกระทำดังกล่าว ไม่เป็นไปตามระบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการขอจดทะเบียนรถยนต์รับจ้าง(รถแท็กซี่)ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2557 ซึ่งจะได้ดำเนินการเพิกถอนทะเบียนรถแท็กซี่คันดังกล่าวต่อไป โดยทาง บชน. ได้นำตัวผู้ขับรถไปสอบขยายผลในเรื่องยาเสพติดด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดยอดจริงๆ แท็กซี่น้ำใจงามโชว์เก้าอี้ไฟฟ้าสำหรับรับคนป่วย

 คลิปนี้โพสต์โดย YouLike (คลิปเด็ด) เป็นที่ชื่นชมอย่างยิ่ง แท็กซี่น้ำใจงามที่รับส่งผู้โดยสารที่เป็นคนพิการคนตาบอดฟรี และล่าสุดคุณสุวรรณฉัตร พรหมชาติ ระบุว่า วันนี้ดีใจมากๆครับที่ได้รับบริจาคเก้าอี้ไฟฟ้าและเปลี่ยนหม้อแบตเตอรี่รถยนต์ลูกใหญ่ให้ใหม่จากพี่ณัฐวุฒิ บุญประสิทธิ์ ในการที่จะอุ้มผู้ป่วยขึ้นรถง่ายลงรถง่าย หจก.ส.รุ่งโรจน์ยนต์ และอุเทนถวายรุ่นปี 61 กราบขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนในการทำความดีครับ ทุกๆบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำก็ขอให้ทุกๆท่านสุขภาพแข็งแรงชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญครับกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

ที่มา>>>ข่าวสด