ศรัทธาล้น! นับหมื่นแห่บูชา “พระธาตุพนม” ครม.เตรียมผลักดันเป็นมรดกโลก!

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง หน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม นายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดนครพนม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อม พล.ต.สนธยา ศรีเจริญ รองแม่ทัพภาค 2 ร่วมเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระอุปคุตจากริมแม่น้ำโขง เคลื่อนขบวนแห่เครื่องสักการะและกองบุญผ่านจากถนนกุศลรัษฎากรเพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วิหารหอพระแก้ว ภายในวัดพระธาตุพนม โดยมีพุทธศาสนิกชนไทย-ลาว กว่าหมื่นคน ร่วมในพิธีศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว

โดยพิธีสำคัญนี้ ชาวพุทธศาสนิกชนชาวพุทธเชื่อตามตำนานว่าพระอุปคุต ซึ่งเป็นพระอรหันต์ฤทธิ์มาช่วยคุ้มครองปกปักรักษา เพื่อให้งานบุญเดือน 3 ประเพณียิ่งใหญ่ของชาวพุทธในช่วงตลอด 9 วัน 9 คืน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-12 ก.พ. สำเร็จลุล่วงปราศจากภยันตรายใดๆ โดยระหว่างที่ขบวนแห่เคลื่อนผ่านระยะทางประมาณ 900 เมตร ประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างนุ่งขาวห่มขาว ได้โปรยดอกไม้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ส่งกลิ่นหอมตลบตลอดเส้นทาง

องค์พระธาตุพนม ถือเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองไทยศักดิ์สิทธิ์มายาวนานกว่า 2,500 ปี ตามตำนานกล่าวว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.8 ภายในมีการบรรจุพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกขององค์พระสมเด็จสัมมาสัมพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็น พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ และคนที่เกิดปีวอก ชาวพุทธในภาคอีสานของประเทศไทยและลาว เชื่อว่าหากใครมีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ถวายเครื่องสักการะบูชาหน้าองค์พระธาตุด้วยตนเองแล้ว จิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ เชื่อว่าเมื่อตายไปแล้ววิญญาณจะได้ไปสู่สรวงสวรรค์องค์พระธาตุพนม ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์สองฝั่งแม่น้ำโขงแห่งนี้ เชื่อกันว่าเมื่อครั้งองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ได้เสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรีด้วย ทำให้ทุกปีในวันงานจะมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศจากไทย-ลาว เดินทางมาร่วมพิธีนับแสนคนในช่วงตอด 9 วัน 9 คืน ซึ่งถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้มีการนำพระธาตุพนมเสนอขึ้นเป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ในระหว่างขั้นตอนพิจารณา

ดร.ไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า การนำพระธาตุพนมเข้าสู่มรดกโลก มีขึ้นหลังครม.มีมติที่จะขับเคลื่อนพระธาตุพนมเข้าสู่มรดกโลก ขณะนี้จังหวัดได้มีการเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้าน คือในเรื่องของการกำหนดขอบเขตให้มีความชัดเจนว่าจะใช้พื้นที่ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะมี 2 ส่วน คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์พระธาตุพนม และในส่วนของภูมิทัศน์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่แม่น้ำโขงขึ้นมาจนถึงลานพระธาตุพนม และองค์พระธาตุพนม

“ด้านต่อมาจะเป็นด้านสนับสนุนทางวิชาการพระธาตุพนมเข้าสู่มรดกโลก มี 2 ส่วนสำคัญ คือส่วนของโบราณสถานที่เป็นความเก่าแก่ จะมีการขุดค้นเพื่อหาข้อมูลมาอธิบายประกอบถึงความเป็นมาที่กล่าวอ้างว่ามีการก่อสร้างมากว่า 2,000 ปี และส่วนของศาสนสถาน ที่เป็นเรื่องของความเชื่อของพี่น้องในถิ่นนี้ทั้งชาวไทย ชาวลาว ชาวกัมพูชา ที่ให้ความเชื่อถือและปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้” นายไพฑูรย์ กล่าว

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ระบุด้วยว่า ขั้นตอนการนำเสนอ โดยจะเริ่มตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างองค์พระธาตุพนมที่มีหลายชนชาติมาร่วมกันก่อสร้าง ประเพณีการกราบไหว้สักการะบูชา เช่น งานไหว้พระธาตุพนมในเดือน 3 ซึ่งทุกๆ ปีจะมีคนมากราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก หรือถ้ามาไม่ได้ก็จะมีการฝากธูปเทียนให้ลูกหลานมาสักการะแทน โดยจะมีการหาข้อมูลเชิงวิชาการมาสนับสนุนในส่วนนี้ด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

จู่โจมจับคากุฏิ!! พระหนุ่มวัดดังฉี่ม่วง บอกตัดหญ้าลานวัดเหนื่อย-เสพยาแก้เมื่อย

วันที่ 27 ก.ย. ว่าที่ ร.ต.อุทัย ทาบทอง นายอำเภอท่าอุเทน จ.นครพนม ได้รับการร้องเรียนว่า มีพระสงฆ์มั่วสุมเสพยาเสพติดในวัดพระธาตุท่าอุเทน จึงสั่งการให้ นายเชิดพันธ์ ผลวิเชียร ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายความมั่นคง นายทวีศักดิ์ คำบรรจง ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกัน สนธิกำลังกับ ร.ต.ถาวร ชะสิงห์ ผบ.หมวดปืนเล็กที่ 2 กกล.สุรศักดิ์มนตรี พร้อม อส.ท่าอุเทน ทหาร และฝ่ายปกครองกว่า 10 นาย  เข้าตรวจค้นกุฏิพระภายในวัดดังกล่าว หมู่ที่ 5 ต.ท่าอุเทน ริมฝั่งแม่น้ำโขง201609270949124-20041020145119เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าตรวจค้น พบพระศักดิ์ดา จิระสุโค วัย 53 ปี และ พระอิศเรศ จันทวะโร อายุ 41 ปี โดยพระทั้งสองรูปมีท่าทีลุกลี้ลุกลน จึงขอค้นภายในกุฏิครึ่งปูนครึ่งไม้ 1 ชั้น พบอุปกรณ์การเสพหลายรายการ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากการตรวจปัสสาวะ พบว่าพระทั้ง 2 รูปมีฉี่สีม่วง จึงนำตัวไปให้พระครูบริหารบรมธาตุ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุท่าอุเทน ทำการสึกจากความเป็นพระ  ก่อนคุมตัวไปดำเนินคดี201609270949121-20041020145119นายศักดิ์ดา เพ็ชรนนท์ และ นายอิศเรศ อุดานนท์ สองผู้ต้องหา รับสารภาพว่า เสพยาบ้าจริง โดยติดต่อขอซื้อยาบ้ากับวัยรุ่นในละแวกวัด ในราคาเม็ดละ 200 บาท โดยจะแอบเสพภายในกุฏิทุกวัน อ้างว่าตัดหญ้าบริเวณลานวัดเหนื่อย จึงซื้อมาเสพแก้เมื่อย โดยก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาตรวจค้นเพิ่งเสพยาบ้าไปคนละ 1 เม็ด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)

นายเชิดพันธ์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้มีหนังสือร้องเรียนส่งไปยังที่ว่าการอำเภอว่ามีพระมั่วสุมเสพยาเสพติด จึงมีการลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริง โดยพบพฤติกรรมพระ 2 รูปจะมาซื้อยาบ้ากับวัยรุ่นข้างวัด ที่ทำตัวเป็นพ่อค้ารายย่อยเดินยา จึงสนธิกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมดังกล่าว ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพแต่โดยดี และยินดียอมให้สึกเพื่อไม่ให้ศาสนามัวหมอง ซึ่งจะได้นำตัวส่งศูนย์คัดกรองเพื่อบำบัดต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เชียงแสนคึกคัก! ชาวเผ่าสองฝั่งโขงนัดรวมญาติ งานมหาสงกรานต์

มหาสงกรานต์คึกคัก ชนเผ่านัดรวมตัวเชียงแสน เผย 1 ปี จะมาพบกัน 1ครั้ง ถือเอาวันมหาสงกรานต์เป็นวันรวมญาติ จากฝั่งลาวข้ามาหาญาติฝั่งไทย ซึ่งมีทั้งชนเผ่าม้ง อาข่า อิ่วเมี่ยน ฯลฯ โดยบรรยากาศบริเวณถนนริมโขงเต็มไปด้วยชาวชนเผ่า

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันสุดท้ายของงานมหาสงกรานต์เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย ตั้งแต่เช้ามีนักท่องเที่ยวเริ่มหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวงานสงกรานต์ โดยเฉพาะชาวลาวที่เป็นชาวเขาเผ่าม้ง อิ่วเมี่ยน แห่ข้ามแม่น้ำโขงจากประเทศลาว เข้ามาเล่นน้ำสงกรานต์ โดยมีญาติๆ ทางฝั่งไทยมารอรับบริเวณท่าเรือด่านตรวจคนเข้าเมือง พรมแดนไทย-ลาวกันอย่างคึกคัก และอีกหลายชนเผ่าที่พากันมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร สุโขทัย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ และเชียงราย ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ เช่น ม้านั่งหวาย ขันโตกหวาย มาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวในราคาถูก ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวแห่รุมกันซื้อ ทำให้ถนนสายริมโขงกลายเป็นถนนคนเดิน ผู้ขับรถยนต์ต้องใช้ความระวัง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างมากหนึ่งปีนัดมารวมญาติกันครั้งหนึ่งในงานมหาสงกรานต์ฯ

พ.ต.ท.จีรศักดิ์ ไล้ทองคำ ตม.ท่าเรือพรมแดนไทย-ลาว เผยว่า วันนี้มีชนเผ่าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด มาค้างคืนที่เชียงแสน เพื่อรอพบญาติที่นั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงมาจากประเทศลาว มีทั้ง ชนเผ่าม้ง อาข่า อิ่วเมี่ยน ฯลฯ พวกชนเผ่าจะนัดหมายกันว่า 1 ปีจะมาพบกัน 1 ครั้งที่ อ.เชียงแสน โดยถือเอาวันงานมหาสงกรานต์เชียงแสนเป็นวันพบญาติ จะมีการตั้งเวที มีดนตรี จัดอาหารเลี้ยงกัน ทำให้บริเวณถนนริมโขง ตั้งแต่หน้าสามแยก สภ.เชียงแสน ยาวไปถึงหน้าวัดปงสนุก เต็มไปด้วยพวกพี่น้องชนเผ่า ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการพบกันของชนเผ่าอิ่วเมี่ยน ครั้ง 7 นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกดี

“ตอนที่ชาวชนเผ่าฝั่งไทยเห็นญาติของตนที่นั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงมาจอดเทียบฝั่งแล้วก้าวขึ้นท่า จะตะโกนเรียกเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก ซึ่งได้กำหนดเอาวันงานมหาสงกรานต์เมืองเชียงแสน เป็นวันนัดรวมญาตินัดหมายมาพบกัน จากนั้นก็จะพากันไปดูการแข่งขันเรือ 30 ฝีพาย และการประกวดเทพีสงกรานต์เมืองเชียงแสน ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ”พ.ต.ท.จีรศักดิ์ กล่าว.

ที่มา>>>Thairath