ฝรั่งวัย 91 ปีเดินเล่นริมหาดจอมเทียน โดนกิ่งต้นหูกวางหล่นใส่หัวเสียชีวิตคาที่

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 22 ม.ค. ร.ต.ท.ขวัญข้าว อินาวัง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา สาขาโค้งดงตาล จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งมีชาวต่างชาติถูกกิ่งไม้ตกใส่เสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดที่ชายหาดจอมเทียน บริเวณหน้าโรงแรมจอมเทียนการ์เด้นท์รีสอร์ท ปากซอย 8 ถนนเลียบชายหาดจอมเทียน หลังรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยาที่เกิดเหตุพบประชาชนและนักท่องเที่ยวในละแวกดังกล่าวต่างพากันมามุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก บริเวณทางเดินเท้าริมชายหาดจอมเทียนพบศพนายจีอาโคโม สเมดดิลี อายุ 91 ปี ชาวอิตาลี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ในใต้ต้นหูกวาง สภาพศีรษะแตกเลือดไหลนองพื้น ใกล้กันพบกิ่งหูกวางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 ซม.ยาว 3 เมตร จำนวน 2 ท่อน ตกอยู่ที่พื้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงกันผู้ไม่เกี่ยวข้องออกห่าง เพราะเกรงว่าจะถูกกิ่งไม้ตกลงมาใส่จนได้รับอันตรายอีกสอบปากคำ น.ส.สาย สีละเลิน อายุ 49 ปี แฟนสาวชาว จ.ศรีสะเกษ ซึ่งยืนอยู่ในสภาพยังมีอาการตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังตั้งสติได้จึงให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนกับสามีกำลังเดินกลับห้องพักที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก โดยในระหว่างเดินเล่นกินลมชมวิวอยู่ที่ชายหาดจอมเทียนอยู่นั้น จู่ๆ กิ่งไม้ของต้นหูกวางขนาดใหญ่ได้ตกลงมาใส่ศีรษะสามีโดยไม่ทันตั้งตัว จนสามีล้มลงมาทับร่างตน แต่ตนก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เมื่อหันไปดูสามีปรากฏว่าที่ศีรษะมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก พอหน่วยกู้ภัยมาถึงจึงทราบว่าสามีเสียชีวิตแล้วด้านผู้ประกอบการร่มเตียง (ไม่ขอเผยชื่อ) ที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ปกติจะมีพนักงานเมืองพัทยามาตัดกิ่งไม้อยู่เป็นประจำ แต่กิ่งต้นหูกวางที่หล่นมาใส่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตนเห็นว่ามีสภาพผุกร่อนมานานหลายวันแล้ว และก่อนเกิดเหตุก็ไม่ได้มีลมพัดแต่อย่างใด โดยในขณะผู้ตายกับภรรยาเดินผ่านนั้น จู่ๆ กิ่งหูกวางดังกล่าวเกิดร่วงลงมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ตายจึงผลักร่างภรรยาให้ล้มลง จนตัวเองถูกท่อนไม้ช่วงที่มีปลายแหลมทิ่มใส่กลางศีรษะจนเสียชีวิตดังกล่าว

ภายหลังการสอบสวนเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบหมายให้หน่วยกู้ภัยนำศพไปเก็บรักษาที่ รพ.บางละมุง เพื่อรอส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ ก่อนแจ้งให้สถานทูตอิตาลีให้รับทราบ จากนั้นจะได้ประสานเจ้าหน้าที่เมืองพัทยา ให้มาตรวจสอบกิ่งไม้ตลอดแนวชายหาดเพื่อทำการตัดแต่งกิ่งที่ผุพัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวกับนักท่องเที่ยวอีก

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดทน แจ้งดำเนินคดีกลุ่มคนงาน ตีสุนัขจนตายแล้วเอาไปย่างแกล้มเหล้า

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 20 พ.ย. น.ส.สุชาดา ศิริรัตน์ อายุ 52 ปี ทนายความสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย และ นางณัฐธยาน์ พลหาญ ทองลงยา ประธานกรรมการ มูลนิธิ อนุรักษ์โคกระบือไทยและให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์ถูกทอดทิ้ง ผู้ประสานงาน สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย เข้าพบ พ.ต.ท.สมดี บุตรวงษ์ สารวัตรสอบสวน สภ.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นายสมเกียรติ แผ่นทอง และนายไพฑูลย์ สวัสดี พร้อมพวก กลุ่มคนงาน 5 คน ในหมู่บ้านโนนกระโดน หมู่ที่ 4 ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง ว่าเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กลุ่มคนดังกล่าวได้ร่วมกันรุมจับสุนัขเพศผู้ ชื่อปุย อายุ 2 ปี ฆ่า ชำแหลเอาเนื้อมาย่างกิน ส่วนหนัง กะโหลก และเครื่องในโยนทิ้งลอยน้ำอยู่ในลำรางสาธารณะหลังบ้านพัก

พ.ต.ท.สมดี บุตรวงษ์ สารวัตรสอบสวน สภ.กลางดง ได้รับแจ้งความพร้อมลงบันทึกประจำวันตามความประสงค์ พร้อมแจ้งว่า เมื่อวานนี้ (19 พ.ย.) นายสุชล ด้วงเมือง อายุ 46 ปี เข้าแจ้งความว่า ได้มารับจ้างทำงานก่อสร้างโรงแรม และพักอยู่ที่แคมป์พักคนงาน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. หลังเลิกงานกลับถึงห้องพักไม่พบสุนัขเพศผู้ สีขาว ที่ซื้อมาเลี้ยงไว้ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในราคา 15,000 บาท จึงสอบถามเพื่อคนงานและชาวบ้านที่อยู่ใกล้แคมป์พักคนงานทราบว่า นายสมเกียรติ แผ่นทอง และ นายไพฑูรย์ สวัสดี ได้ร่วมกันรุมตีจนตายแล้วเอาเนื้อมาย่างกินแกล้มเหล้า และได้ไปตรวจดูยังพบพบซากหนังสุนัขอยู่ริมลำรางสาธารณะจึงใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายไว้เป็นหลักฐาน นายสมเกียรติ รับว่าเป็นคนฆ่าสุนัขจริง ครั้งแรกยินยอมจะชดใช้ค่าเสียหาย แต่บิดพลิ้วจึงมาแจ้งความให้ดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์

ต่อมาช่วงบ่ายวันเดียวกันนายสมเกียรติ แผ่นทอง อายุ 48 ปี และ นายไพฑูรย์ สวัสดี อายุ 31 ปี เข้ามอบตัวกับ พ.ต.ท.สมดี บุตรวงษ์ สารวัตรสอบสวน สภ.กลางดง พร้อมให้การรับสารภาพ ว่าได้ก่อเหตุร่วมกันฆ่าสุนัข ที่บ้านเลขที่ 141 หมู่ที่ 4 บ้านโนนกระโดน ต.พญาเย็น จริง201611201843396-20120821140832

โดยไพฑูรย์ ให้การว่า สุนัข ได้มาไล่กัดไก่ในบ้านพัก ด้วยความโมโห จึงช่วยกันรุมตี อีกทั้งกำลังนั่งดื่มเหล้าจึงนำเนื้อมาชำแหละย่างกินแก้มเหล้ากัน และครั้งแรกมีการเจรจาค่าเสียหายแต่ตกลงกันไม่ได้

นส.สุชาดา ศิริรัตน์ ทนายความ และ นางณัฐธยาน์ พลหาญ ทองลงยา ผู้ประสานงาน สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่าที่เข้าพบพนักงานสอบสวน ว่าต้องการให้สอบสวนเอาผู้ร่วมกระทำผิดทั้ง 5 คน มาลงโทษ ผู้ก่อเหตุไม่ใช่มีเพียง 2 คน ตามที่เข้ามอบตัว และต้องการให้พำนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมจากข้อหาทำให้เสียทรัพย์ คือ ตาม พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พศ.2557 มาตรา 20 และ 31 ห้ามมิให้ผู้ใด กระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ มีโทษระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา>>>ข่าวสด

อ่านแล้วสะเทือนใจ เพื่อนๆแห่โพสต์อาลัย “นศ.สาววัย 19” เหยื่อ 4 โจ๋ #RIP.

จากคดีสะเทือนใจ เมื่อน.ส.เอ (นามสมมติ) นศ.สาววัย 19 ปีโดนคนร้าย 4 คนรุมโทรมจนเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ กทม. โดยตำรวจจับคนร้ายได้ทั้ง 4 คน คือนายเขตตะวัน วิวัฒนานนท์ อายุ 21 ปี นายคณากร ทองเอม อายุ 19 ปี นายคงกระพัน สังข์มีน้อย อายุ 21 ปี และนายธวัชชัย บุบผามะตะนัง อายุ 28 ปี ซึ่งตำรวจพบว่าผู้ตายอาจโดนมอมยาแวล่อลวงไปขืนใจจนเกิดหัวใจวายเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค.  ล่าสุดวันที่ 5 ส.ค. เพื่อนๆของนศ.สาววัย 19 ผู้เสียชีวิตได้ร่วมกันโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค เพื่อไว้อาลัยถึงการจากไปของเพื่อนรักกันเป็นจำนวนมาก โดยเพื่อนสนิทคนหนึ่งโพสต์ข้อความสุดซาบซึ้งและสะเทือนใจว่า ไม่ว่าจะชาติหน้าหรือชาติไหน ขอให้เราเกิดมาเป็นเพื่อนรักกันอีก ขอให้เราเกิดมาเรียนด้วยกันอีก ขอให้เราเกิดเดือนเดียวกันพ.ศ.เดียวกันอีก ขอให้เราได้ไปเที่ยวทุกๆที่ที่เราอยากไปกันนะ ขอให้เราเกิดมาวิ่งเล่นด้วยกันทำตัวบ้าๆบอๆ ลอกการบ้านชอบแข่งกันสวย กูสวยมึงสวยและสุดท้ายนี้อะไรที่เราเคยทำร่วมกันมาชาติหน้าชาติไหน เราเกิดมาทำด้วยกันอีกนะ นางฟ้าของ…  เพื่อนรักเพื่อนตายกูคือมึงนะ…. หลับตาได้แล้วคนเก่งของ… “มันเป็นรูปคู่สุดท้ายของเราใช่ไหม? หลับให้สบายนะคนเก่งของ….ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์นะคนสวยของ…เธอคือคนที่ฉันจะรักตลอดไป….อะไรที่สูญเสียในครั้งนี้กูเรียกร้องมันคืนได้บ้าง” “คิดถึงนางฟ้าของกูจัง ยี่สิบปีที่อยู่ข้างๆกันมาต่อไปนี้มึงคงทิ้งกูไปจริงๆแล้วใช่ไหม…กลับมาอยู่ข้างๆกันอีกได้ไหม….เพื่อนรักเพื่อนตายก็คือมึงไง”  สุดเส้นทางปรายขอบฟ้า ชะตาได้กำหนด ไม่อาจจะพบกัน แต่ตัวฉันไม่เคยจะลืมเธอ ภาพเก่าคืนย้อนมา จุดจบคือน้ำตา และรักที่ยังไม่เคยจางหาย

ที่มา>>>ข่าวสด

สกัดจับยาบ้า 2.3 ล้านเม็ด ตร.ไล่ล่าระทึกเก๋งยางแตกคนร้ายโดดหนีเข้าป่า

 เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 3 ส.ค. พล.ต.ต.มนต์ชัย เรืองจรัส ผบก.ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ภาค 3 พ.ต.อ.รังสิมัน สงเคราะห์ธรรม ผกก.ตชด.32 สืบทราบจะมีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านเข้ามาทางพื้นที่ จ.เชียงราย จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวด ต่อมาเจ้าหน้าที่ ตชด.ตรวจสอบพบว่า มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดมีพฤติกรรมไปเช่ารถในพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อจะใช้ขนยาบ้าจำนวนมากไปส่งที่กรุงเทพฯ จึงนำกำลังออกสะกดรอยติดตามรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโรสปอร์ต ซึ่งเป็นรถเช่าขับไปทางปากทางเข้าหมู่บ้านแหลว-บ้านศาลา ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย มุ่งหน้าไปทาง อ.เมืองเชียงราย เมื่อจ้าหน้าที่เห็นว่ารถคันดังกล่าวเริ่มไหวตัวทัน และขับเร่งความเร็วจะหลบหนีจึงนำรถออกขวาง จนชนเข้ากับด้านข้างทำให้รถยนต์คันดังกล่าวเสียหลัก ยางล้อด้านซ้ายชนกับฟุตบาทข้างทางจนแตกทั้ง 2 เส้น ไม่สามารถขับต่อไปได้ แต่คนในรถก็เปิดประตูรถและอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ที่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด จากนั้นจึงร่วมกันตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าว ปรากฎว่าภายในรถมีการวางกระสอบฟางหลายสีวางไว้ตรงเบาะที่นั่งหลังรถ หลายใบจนเต็มทั้งคัน เมื่อเปิดออกดูพบมียาบ้าอยู่ภายในรวมกันจำนวน 2,340,000 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง และเร่งติดตามจับกุมกลุ่มขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เบื้องต้นทราบว่าเป็นกลุ่มชาวเขากลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ตะเข็บชายแดน โดยเจ้าหน้าที่พบหลักฐานว่าเป็นบุคคลใดแล้ว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน ตชด.327 และทหารพราน ทพ.31 กองกำลังผาเมือง สืบทราบจะมีการลักลอบขนยาเสพติดโดยผู้ต้องสงสัยได้เข้าไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.1 ต.แม่จัน อ.แม่จัน จึงนำกำลังไปตรวจสอบพบชายและหญิงรวม 2 คนเข้าพักในห้องพักเลขที่ 5 ของโรงแรมดังกล่าว เมื่อได้จังหวะเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเขาไปตรวจสอบ แต่ปรากฎว่าผู้ต้องสงสัยพยายามจะหลบหนีเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเอาไว้ และเมื่อตรวจสอบที่รถยนต์ที่จอดอยู่เป็นยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน กน 4746 เชียงราย ปรากฎว่าพบซุกซ่อนยาเสพติดประเภทยาไอซ์เอาไว้จำนวน 3 กิโลกรัม

ตรวจสอบทราบว่าทั้ง 2 คนชื่อว่านายอาแผ่ว ลาเซกุ อายุ 28 ปี บ้านเลขที่ 112 ม.11 ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน และ น.ส.เชอเลอ เฌอหมื่อ อายุ 22 ปี ชาวเมียนมา จึงตั้งข้อหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และกรณี น.ส.เชอเลอ เพิ่มข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

ค้านอนุญาต ‘เจ็ตสกี’ อ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย พะงัน

ผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมบริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย อ.เกาะพงัน ยื่นหนังสือถึงรองผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ค้านคำสั่งอนุญาตประกอบกิจการเจ็ตสกี หวั่นทำลายแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 59 ผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมบริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน และชาวบ้านกว่า 20 คน เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการประกอบการเรือสำราญเจ็ตสกี ฝ่าฝืนประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ผ่าน นายศุภวัฒน์ ศักดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชวลิต พลไทย หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.ส.อ.สมศักดิ์ กล่อมเอี่ยม เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าว บก.ควบคุม มทบ.45 กรณีการประชุมจัดระเบียบแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวที่เทศบาลตำบลเกาะพะงัน เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีคำสั่งให้ทางอำเภอหาแนวทางให้ผู้ประกอบการเรือสำราญเจ็ตสกี สามารถประกอบกิจการได้ในพื้นที่บริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย ซึ่งขัดต่อประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณท้องที่ ต.ตลิ่งงาม ต.บ่อผุด ต.มะเร็ต ต.แม่น้ำ ต.หน้าเมือง ต.อ่างทอง ต.ลิปะน้อย อ.เกาะสมุย และ ต.เกาะพะงัน ต.บ้านใต้ ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พ.ศ.2557 ลงวันที่ 8 พ.ค. 57 ออกตามความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมของทางอำเภอ รวมถึงการดำเนินการเข้าจับกุมผู้ฝ่าฝืนกระทำผิดโดยเจ้าหน้าที่ทหารจาก มทบ.45 หลายครั้ง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมบริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย ยื่นข้อเสนอแนะต่อทาง จ.สุราษฎร์ธานี คือ 1. ให้คณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ 2. แนะนำให้ผู้ประกอบการเจ็ตสกีกระทำตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ และ 3. กรมเจ้าท่าสาขาเกาะพะงัน ไม่ควรกระตือรือร้นในการแก้ไขรายการจดทะเบียนเรือเจ็ตสกี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการจนเกินไป เพื่อให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรักษาไว้ซึ่งพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะพะงัน ต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ฝนถล่มตะกั่วป่าไม่หยุด ต้นสนโค่นทับเสาไฟ ไร้แสงสว่าง น้ำท่วม 30 ซม.

อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา พายุฝนกระหน่ำ พัดต้นสนนับ 10 ริมชายหาดแหลมปะการัง ล้มทับเสาไฟฟ้าจนสายไฟขาด ไฟดับวงกว้าง จนท.การไฟฟ้ารุดซ่อมกลางฝน ขณะน้ำในคลองบางม่วง เอ่อท่วมบ้านกว่า 20 หลัง ด้าน นอภ.สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 25 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา มีฝนตกอย่างหนัก โดยที่ชายหาดแหลมปะการัง ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า นายมานิต เพียรทอง นายอำเภอตะกั่วป่า พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอตะกั่วป่า เจ้าหน้าที่ อส. เข้าตัดต้นสนกว่า 10 ต้น ที่ล้มทับเสาไฟฟ้าจนสายไฟขาด ส่งผลไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะโรงแรม รีสอร์ต กว่า 5 แห่ง ที่ไม่มีเครื่องปั่นไฟ ต้องตกอยู่ในความมืดนานกว่า 5 ชั่วโมง ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าพักไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอตะกั่วป่า ต้องระดมช่างเร่งซ่อมแซมท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้งานได้เป็นปกติก่อนจะถึงช่วงเช้าจนท.กู้ภัย เร่งช่วยเหลือชาวบ้าน หลังฝนถล่มที่ตะกั่วป่า พังงา น้ำถ่วมผิวจราจร

ส่วนที่ ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า น้ำคลองบางม่วง มีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีสีขุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำจากเทือกเขาดอกแดง ไหลลงคลองบางม่วง ระบายลงสู่ทะเล เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนริมคลองบางม่วง ม.4 ซ.ธารทองใต้ ต.บางม่วง บ้านเรือนกว่า 20 หลังคาเรือน ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ชาวบ้านต้องขนทรัพย์สินมีค่าไว้ที่ปลอดภัย ขณะที่ อบต.บางม่วง จัดเตรียมเรือท้องแบนเพื่อเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากท้องฟ้ายังมืดครึ้ม อาจจะทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันได้

นายอำเภอตะกั่วป่า เปิดเผยว่า ขณะนี้ในพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องมาหลายวัน เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ อบต.บางม่วง ได้นำเรือท้องแบบเข้าไปให้ชาวบ้านใช้สัญจร พร้อมช่วยเคลื่อนย้ายสิ่งของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว คาดว่าถ้าฝนหยุดตกและน้ำทะเลไม่หนุนสูง สถานการณ์น้ำท่วมก็จะเข้าสู่สภาวะปกติต้นสน นับ10 ต้น หักเพราะฤทธิ์พายุฝน ทับสายไฟฟ้าขาด ทำไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

ทางด้าน นายพรเทพ เพชรมีศรี ผู้จัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอตะกั่วป่า กล่าวว่า หลังฝนตกหนักและมีลมกระโชกแรง ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นทับเสาไฟฟ้าและสายไฟ จนได้รับความเสียหายใน 3 อำเภอ คือ อ.ตะกั่วป่า อ.กะปง และ อ.คุระบุรี กว่า 10 หมู่บ้าน ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ที่หนักสุดคือพื้นที่ชายหาดแหลมปะการัง ต้นสนนับ 10 ต้น ล้มทับเสาไฟฟ้าเสียหาย เจ้าหน้าที่เข้าซ่อมแซมเร่งด่วนแล้ว แต่ก็เป็นไปด้วยความลำบากเนื่องจากฝนตก พร้อมฝากขออภัยพี่น้องประชาชนที่ต้องการใช้ไฟด้วย.

ที่มา>>>Thairath